Archive | บทความสุขภาพ

แนะตรวจน้ำตาลในเลือดเองสม่ำเสมอ…ลดเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน

แนะตรวจน้ำตาลในเลือดเองสม่ำเสมอ…ลดเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน

Posted on 11 มิถุนายน 2018 by writer

แนะตรวจน้ำตาลในเลือดเองสม่ำเสมอ…ลดเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน 

SMBG01

แพทย์เตือนผู้ป่วยเบาหวานอันตรายกว่าที่คิด ชี้ผลพวงจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานจะทำให้เส้นเลือดทั่วร่างกายเสื่อม และส่งผลกระทบกับ อวัยวะสำคัญ “สมอง-หัวใจ-ตา-ไต-เท้า” แนะตรวจวัดน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองสม่ำเสมอเป็นประจำ เพื่อนำไปสู่การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างเหมาะสม ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะพิการและเสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนลงได้

Dr.Eakalak

ข้อมูลจาก นพ.เอกลักษณ์ วโนทยาโรจน์ อายุรแพทย์โรคเบาหวาน โรงพยาบาลเทพธารินทร์  ในงานประชุมวิชาการ ประจำปี 2560 ของสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค ซึ่งบริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัดได้ร่วมจัดประชุมวิชาการการในหัวข้อ “Managing diabetes in the digital age” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับการดูแลรักษาโรคเบาหวาน ซึ่งการแนะนำคนไข้เบาหวานด้วยตรวจวัดน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการดูแลโรคเบาหวานโดยมีเภสัชกรร้านยาจากทั่วประเทศเข้าร่วมประชุมนพ.เอกลักษณ์ ได้อธิบายว่า คนที่เป็นโรคเบาหวานหากปล่อยให้น้ำตาลในเลือดสูงอยู่เป็นเวลานานจะส่งผลให้หลอดเลือดตีบตัน ดังนั้น การรักษาเบาหวานจึงมีความจำเป็นต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมน้ำตาลในเลือดสูงมีผลกระทบต่อ 5 อวัยวะสำคัญของร่างกาย คือ สมอง ตา หัวใจ ไต เท้า ทำให้เกิดโรคร่วมตามมาอีกหลายโรคไม่ว่าจะเป็น โรคหัวใจ ไตวายเรื้อรัง และโรคอัมพาต และแผลเรื้อรังที่เท้า ซึ่งเป็นผลพวงจากความเสื่อมของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ นั่นเอง โดยปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยเบาหวานส่วนใหญ่มักจะเสียชีวิตจากโรคหัวใจ

อย่างไรก็ตามโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ  ที่อาจทำให้เกิดพิการและเสียชีวิตในผู้ป่วยเบาหวานนั้น นพ.เอกลักษณ์ ให้คำแนะนำว่า สามารถป้องกันได้ขึ้นอยู่กับวินัยของผู้ป่วยในการดูแลตนเอง ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพมีกิจกรรมทางกายเป็นประจำสม่ำเสมอ พบแพทย์สม่ำเสมอตามนัด นอกจากนี้ การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง (Self-monitoring of blood glucose, SMBG) ก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการดูแลตนเองให้คนไข้เบาหวานเพราะการตรวจวัดน้ำตาลในเลือดด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คนไข้เบาหวานเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลในเลือดของตนเองที่เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น อาหาร กิจกรรมทางกาย รวมทั้งความเครียดเพื่อนำมาปรับวิธีการดำเนินชีวิตเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของตนเองซึ่งจะส่งผลต่อการลดการเกิดโรคแทรกซ้อนในที่สุด

สำหรับการตรวจระดับน้ำตาลด้วยตนเอง มีคำแนะนำจาก แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวานปี 2560 เราสามารถแบ่งกลุ่มการแนะนำการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองได้ดังนี้

  1. กลุ่มที่จำเป็นต้องเจาะถือเป็นมาตรฐานการดูแลหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือกลุ่มคนที่จะต้องคุมน้ำตาลอย่างเข้มงวด ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ที่จำเป็นต้องตรวจเป็นประจำ ต่อมาคือผู้ที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และผู้ที่มีอาการน้ำตาลต่ำจนหมดสติบ่อยครั้งหรือไม่แสดงอาการเตือนเมื่อมีน้ำตาลต่ำ เพื่อป้องกันอันตราย โดยผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1ที่ฉีดอินซูลินวันละ 4 เข็ม จำเป็นต้องเจาะน้ำตาลวันละ 4 ครั้ง เช้า-กลางวัน-เย็น-ก่อนนอน กล่าวคือ ต้อง เจาะ-นับ-ฉีด-กิน ไปอย่างนี้ในทุกวัน
  2. กลุ่มที่แนะนำให้เจาะ (recommended) เพราะมีส่วนช่วยในการดูแล ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ฉีดอินซูลิน เพื่อจะได้ปรับน้ำตาลให้พอดีกับอินซูลินที่จะฉีดเข้าร่างกาย สำหรับคำแนะนำว่าจะต้องเจาะบ่อยแค่ไหน สามารถใช้หลักง่ายๆ กล่าวคือ ผู้ป่วยฉีดอินซูลินกี่เข็ม ก็ให้เจาะเท่ากับจำนวนเข็มที่ฉีด เช่น ผู้ป่วยฉีดอินซูลินก่อนนอน ก็ควรเจาะตรวจวันละครั้งในตอนเช้า ซึ่งค่าน้ำตาลในตอนเช้าก็จะได้นำมาใช้ในการปรับอินซูลินที่ฉีดก่อนนอน ควบคู่กันไป ส่วนผู้ป่วยที่ฉีดอินซูลินชนิดผสมแบบวันละ 2 ครั้งก่อนอาหารเช้า-เย็น กลุ่มนี้จะต้องรับประทานอาหารตรงเวลาอย่างเคร่งครัด และควรรับประทานอาหารในแต่ละมื้อเท่าๆ กัน โดยแนะนำให้เจาะน้ำตาลก่อนรับประทานอาหารมื้อเช้าและเย็น หลักการง่ายๆ ก็คือ ตรวจค่าน้ำตาลตอนเช้าเพื่อใช้สำหรับปรับขนาดอินซูลินมื้อเย็นและตรวจค่าน้ำตาลตอนเย็นเพื่อใช้สำหรับปรับขนาดอินซูลินตอนเช้า
  3. กลุ่มทางเลือก (Option) ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วยเบาหวานที่กินยาเม็ดไม่ได้ฉีดยาและยังไม่สามารถคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในค่าเป้าหมายได้ แต่พร้อมที่จะเรียนรู้หลักการเพื่อปรับพฤติกรรม เพราะการเจาะน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง จะมีส่วนช่วยให้เกิดการเรียนรู้การดูแลตัวเองซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ โดยการเจาะแบบเป็นคู่ คือ เจาะก่อนและหลังรับประทานอาหาร 2 ชั่วโมงนับจากตอนเริ่มกินสิ่งที่ผู้ป่วยจะได้เรียนรู้คือ อาหารอะไรที่กินแล้วน้ำตาลจะขึ้นและไม่ขึ้น หลักคือถ้าน้ำตาลหลังอาหารไม่เกิน 180 มก./ดล. แสดงว่าอาหารเหล่านั้นกินได้ ส่วนอาหารอะไรที่กินแล้วค่าน้ำตาลสูงก็ควรหลีกเลี่ยง ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้หากมีระดับน้ำตาลที่ดีแล้ว ต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องเจาะทุกวัน เพราะรู้ว่าอาหารประเภทไหนกินได้ หรือกินไม่ได้ จะกลับมาเจาะอีกครั้งก็ต่อเมื่อไม่แน่ใจว่าอาหารที่กินในวันนั้น จะทำให้น้ำตาลสูงหรือไม่ ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็จะรู้จักวิธีอยู่กับโรคเบาหวานได้อย่างมีความสุขในที่สุดส่วนอีกกลุ่มที่น่าจะเป็นประโยชน์คือ ผู้ป่วยใหม่ที่ตั้งใจเรียนรู้ปรับพฤติกรรมเพื่อให้ผู้ป่วยได้มีส่วนร่วมในการรักษาด้วยการนำผลการตรวจมาใช้ในการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร จะช่วยให้ผู้ป่วยควบคุมน้ำตาลได้ดีขึ้น

SMBG

“แต่ทั้งนี้ นพ.เอกลักษณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในชีวิตจริงการตรวจน้ำตาลด้วยตนเองมีอุปสรรคหลายประการ มีผู้ป่วยบางรายที่ไม่ยอมเจาะเลือดสม่ำเสมอจะเจาะก็ต่อเมื่อใกล้ถึงวันนัดตรวจกับแพทย์ทำให้ผลน้ำตาลที่บันทึกไว้ไม่พอหรือไม่คงที่สำหรับปัญหาที่ผู้ป่วยไม่ยอมตรวจวัดน้ำตาลในเลือดด้วยตัวเองนี้วิเคราะห์ที่มาได้จากหลายสาเหตุ เช่น ไม่อยากเห็นตัวเลข กลัวค่าน้ำตาลสูงแล้วจะเครียด บางรายก็ไม่เห็นว่ามีความสำคัญ เพราะคิดว่าเป็นภาระเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม หรือบางรายไม่เห็นประโยชน์ของการเจาะ เพราะไม่ได้มีการชี้แจงหรือทำความเข้าใจกันอย่างถูกต้องหรือในผู้ป่วยบางรายไม่ยอมเจาะเพราะกลัวเจ็บ แต่ถ้าปล่อยให้น้ำตาลสูงอาจจะนำมาซึ่งโรคร้ายแรงต่างๆ ตรงนี้เราสามารถชี้ชวนให้ผู้ป่วยเข้าใจได้ว่าเจ็บจากโรคแทรกซ้อนเจ็บกว่าการเจาะนิ้วเยอะ ซึ่งปัจจุบันเข็มเจาะเลือดรุ่นใหม่ๆ ช่วยลดความเจ็บไปได้เยอะ ดังนั้น คงต้องฝากแพทย์ และพยาบาลช่วยแนะนำให้ความรู้และผลักดันให้ผู้ป่วยเห็นความสำคัญของการดูแลตัวเองให้มากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมและการตรวจวัดน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดผลการรักษาที่ดีขึ้นเพราะการจะรู้ได้ว่าผู้ป่วยอาการหนักมากน้อยแค่ไหน ต้องจัดยาแบบไหนจึงจะมีประสิทธิภาพและลดผลแทรกซ้อนที่จะตามมาจากโรคอื่นๆ ต้องขึ้นอยู่กับการเจาะน้ำตาลในเลือด ซึ่งการตรวจน้ำตาลแบบรายวัน จะทำให้เราเห็นผลการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนที่สุด เนื่องจากคนไข้เบาหวานนัดพบแพทย์ 3 เดือนครั้ง หากรอแพทย์ตรวจทุก 3 เดือน อาจช้าเกินไป” นพ.เอกลักษณ์ กล่าวสรุปไว้ในตอนท้าย

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ คุณบุษบา (บุษ) / คุณชลียาพันธุ์ (กิ๊ฟฟู่) โทร.02 718 3800-5 ต่อ 141 / 144 หรือ 085 803 6222

ปิดความเห็น บน แนะตรวจน้ำตาลในเลือดเองสม่ำเสมอ…ลดเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน

โรชฯ ร่วมโครงการเมืองไทยประกันชีวิต “เบาหวานเบทเทอร์แคร์”

โรชฯ ร่วมโครงการเมืองไทยประกันชีวิต “เบาหวานเบทเทอร์แคร์”

Posted on 21 พฤษภาคม 2018 by writer

โรชฯ ร่วมโครงการเมืองไทยประกันชีวิต “เบาหวานเบทเทอร์แคร์”

 DSC_2844-1_resize

นางสาวสุกัญญา สุทธิศักดิ์ศรี (ซ้ายสุด) ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ บริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องตรวจน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง ร่วมแถลงข่าวเปิดตัว “โครงการเบาหวานเบทเทอร์แคร์” ของบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต โดยมี นายสาระ ล่ำซำ (ที่ 3 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เป็นประธานแถลงข่าว ร่วมด้วย ศ.เกียรติคุณ นพ.เทพ หิมะทองคำ ผอ.รพ.เทพธารินทร์ (ที่ 4 จากซ้าย) และ ดร.นพ.ตุลวรรธนฺ พัชราภา ผู้อำนวยการปฏิบัติการ รพ.เวชธานี (ที่ 2 จากซ้าย)  เพื่อรณรงค์ให้ผู้ป่วยเบาหวานใส่ใจดูแลสุขภาพและตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจและควบคุมน้ำตาลในเลือด เพื่อลดอันตรายจากภาวะแทรกซ้อนก่อนสาย ณ อาคารเมืองไทยประกันชีวิต สำนักงานใหญ่ เมื่อเร็วๆนี้

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ คุณบุษบา (บุษ) / คุณชลียาพันธุ์ (กิ๊ฟฟู่) โทร.02 718 3800-5 ต่อ 141 / 144 หรือ 085 803 6222

ปิดความเห็น บน โรชฯ ร่วมโครงการเมืองไทยประกันชีวิต “เบาหวานเบทเทอร์แคร์”

อัพเดทองค์ความรู้การตรวจเบาหวานยุคดิจิตอล

อัพเดทองค์ความรู้การตรวจเบาหวานยุคดิจิตอล

Posted on 09 พฤษภาคม 2018 by writer

อัพเดทองค์ความรู้การตรวจเบาหวานยุคดิจิตอล

????????????????????????????????????

 นพ.เอกลักษณ์ วโนทยาโรจน์ (ที่ 5 จากซ้าย) อายุรแพทย์โรคเบาหวาน โรงพยาบาลเทพธารินทร์  เป็นวิทยากรในงานประชุมวิชาการ “Managing diabetes in the digital age” ในงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2560 สมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) ซึ่งบริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดขึ้น เพื่ออัพเดทองค์ความรู้ใหม่ๆเกี่ยวกับโรคเบาหวานและการตรวจวัดน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองในยุคดิจิตอล โดยมีเภสัชกรร้านยาจากทั่วประเทศเข้าร่วมประชุมกว่า 200 คน ณ ห้องประชุม ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค เมื่อเร็วๆ นี้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ

คุณบุษบา (บุษ) / คุณชลียาพันธุ์ (กิ๊ฟฟู่) โทร.02 718 3800-5 ต่อ 141 / 144 หรือ 085 803 6222

ปิดความเห็น บน อัพเดทองค์ความรู้การตรวจเบาหวานยุคดิจิตอล

นพ.หลักชัย วิชชาวุธ1 (1)

โรคอ้วน…รักษาด้วยการผ่าตัดนิยมกันทั่วโลก

Posted on 04 พฤษภาคม 2018 by writer

 

          มีรายงานว่า ในปี 2557 เกี่ยวกับสถานการณ์โรคอ้วนในประเทศไทย บ่งชี้ว่าคนไทย 1 ใน 3 มีน้ำหนักที่เกินมาตรฐาน หรือเป็นโรคอ้วน โดยสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศอันดับที่ 2 ในภูมิภาค Southeast Asia ที่ประชากรมีปัญหาโรคอ้วน เป็นรองเพียงประเทศมาเลเซียเท่านั้น ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวน่าเป็นห่วงเป็นอย่างมาก ซึ่งโรคอ้วนนั้นเป็นโรคที่บั่นทอนสุขภาพของคนไทย เป็นสาเหตุของโรคต่างๆที่จะตามมาอีกมากมาย อาทิ ความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง โรคข้อเข่าเสื่อม โรคเบาหวาน เป็นต้น

จากงานประชุมวิชาการครั้งที่ 29 ภาคประชาชน ของโรงพยาบาลราชวิถี ได้มีการสัมมนาให้ความรู้แก่ประชาชนในหัวข้อต่างๆ โดยหนึ่งในหัวข้อที่ได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานประชุมฯ ในครั้งนี้เป็นอย่างมากคือ การผ่าตัดรักษาโรคอ้วน โดย พญ.โชติรส อังกุระวรานนท์ นายแพทย์ชำนาญการ กลุ่มงานศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี ซึ่งมีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมงานครั้งนี้กว่า 3,000 คน

พญ.โชติรส อังกุระวรานนท์ 1

          พญ.โชติรส อังกุระวรานนท์ นายแพทย์ชำนาญการ กลุ่มงานศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี เปิดเผยว่า อุบัติการณ์โรคอ้วนในประเทศไทยปัจจุบัน มีตัวเลขที่ค่อนข้างเยอะถึง 1 ใน 3 ของจำนวนประชากร โดยกทม. มีความเสี่ยงโรคอ้วนมากกว่า ประชากรในต่างจังหวัด โดยสาเหตุหลักมาจากอาหารการกิน และการใช้ชีวิต ทำงานหนักโดยขาดการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคอ้วน โดยโรคอ้วนนั้นส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย เป็นสาเหตุการณ์เกิดโรคต่างๆ อาทิ ความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง โรคข้อเข่าเสื่อม โรคเบาหวาน เป็นต้น

ซึ่งการรักษาโรคอ้วนนั้นทำได้หลายวิธี โดยเบื้องต้นจะเริ่มจากการปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตของผู้ป่วย โดยการควบคุมอาหาร  และโภชนาการในแต่ละวัน ควบคู่กับการออกกำลังกาย ซึ่งหากการรักษาด้วยวิธีนี้ยังไม่เป็นที่พอใจ ก็จะมีการให้ยาเพื่อให้ได้ผลที่ดีขึ้น ซึ่งมีหลายเคส อาจจะไม่สามารถรักษาได้ ซึ่งวิธีสุดท้ายก็คือการผ่าตัดเพื่อรักษานับว่าเป็นการรักษาโรคอ้วนที่ดีที่สุดซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก

โดยการผ่าตัดรักษาโรคอ้วนนั้น เป็นการผ่าตัดกระเพาะอาหาร ซึ่งวิธีที่นิยมมีอยู่ 2 วิธี

  1. การผ่าตัดเพื่อจำกัดพื้นที่กระเพาะ ซึ่งทำให้กระเพาะมีขนาดเล็กลง ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอิ่มเร็วขึ้น
  2. การผ่าตัดเพื่อจำกัดพื้นที่กระเพาะและทำบายพาส เป็นการผ่าตัดแยกกระเพาะอาหารให้มีขนาดเล็กลง จากนั้นตัดแยกลำไส้เป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งมาต่อกับกระเพาะเพื่อบายพาสอาหาร

ซึ่งการรักษาด้วยการผ่าตัดจะให้ผลในระยะแรกที่ดี สามารถลดภาวะโรคอ้วนได้ แต่ในระยะยาวขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองในการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งต้องดูแลและควบคุมการกินอาหาร ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อผลที่ดีในระยะยาว และตลอดชีวิตของผู้ป่วย โดยหลังจากผ่าตัดแพทย์จะนัดดูอาการ ทุก 3-9 เดือน และหลังจากนั้นก็จะนัดเพื่อติดตามการรักษาทุกปี

นพ.หลักชัย วิชชาวุธ1 (1)

นอกจากนี้ ยังมีหัวข้อที่ได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงาน คือ ป้องกัน – ดูแล แผลเบาหวานแบบง่ายๆ ได้ที่บ้าน โดยมี นพ. หลักชัย วิชชาวุธ นายแพทย์ชำนาญการ กลุ่มงานศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี เผยว่า ปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวาน คือ… 1.การมีภาวะอ้วน หรือน้ำหนักที่มากกว่าปกติ 2.กรรมพันธุ์ 3.อายุ ถ้าอายุมากขึ้นทำให้มีโอกาสเป็นโรคเบาหวานได้ 4.ความดันโลหิตสูง  5.การรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ จำพวกน้ำตาล แป้ง และไขมันมากเกินไป 6.ขาดการออกกำลังกาย ซึ่งอาการเบื้องต้นของโรคเบาหวานสังเกตง่ายๆ คือ ปัสสาวะบ่อยทั้งกลางวัน และกลางคืน กระหายน้ำมากกว่าปกติ น้ำหนักลดลง รู้สึกอ่อนเพลียง่าย มีอาการชาที่ปลายมือและปลายเท้าและถ้ามีอาการดังกล่าวควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพื่อทำการรักษา โรคเบาหวานนอกจากจะเป็นโรคเรื้อรังที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ยากแล้ว อาจจะทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนต่างๆ ได้ ดังนั้นผู้ป่วยควรดูแลตนเองให้ดี  อาทิ ควรใส่ถุงเท้าและรองเท้าสำหรับใส่ในบ้าน รวมทั้งควรเคาะรองเท้าก่อนใส่ เพื่อป้องกันเศษต่างๆในรองเท้า และการตัดเล็บควรตัดเล็บในแนวเส้นตรง ไม่ควรตัวเล็บตามความโค้งของเล็บ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเกิดบาดแผลในส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพราะเมื่อเป็นแล้วแผลจะหายช้ากว่าปกติ ซึ่งแผลอาจเกิดอาการแทรกซ้อน นำไปสู่การติดเชื้อและลุกลามจนทำให้เนื้อเยื้อตาย และต้องตัดทิ้งได้

ดังนั้น เมื่อผู้ป่วยเบาหวานเกิดเป็นแผล ควรจะทำความสะอาดแผลด้วยสบู่ โดยใช้น้ำอุ่นหรือน้ำเกลือ และทำความสะอาดรอบๆบาดแผลด้วยความเบามือ ไม่ควรล้างแผลด้วยแอลกอฮอล์ เพราะมีฤทธิ์ในการทำลายโปรตีนในเนื้อเยื้อได้ จากนั้นเช็ดให้แห้ง ใส่ยาทำแผล และปิดแผลด้วยผ้าปิดแผลสะอาดที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว ไม่ควรใช้พลาสเตอร์ปิดแผลโดยตรง และควรทำความสะอาดแผลอย่างน้อย 2 ครั้งต่อวัน ซึ่งหากมีแผลมีอาการแดง หรือบวมขึ้นหลังจากทำแผล ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาปัจจุบันโรงพยาบาลมีผู้ป่วย โรคเบาหวานประมาณ 2 หมื่นคน รักษาหายน้อยมากส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยอ้วนที่มีระดับน้ำตาลไม่สูงมาก และกำลังรักษาประมาณ 1 หมื่น 4 พันคน

ทั้งนี้ โรงพยาบาลมีพื้นที่อำนวยความสะดวกค่อนข้างจำกัด จึงทำให้เกิดความแออัดที่ห้องตรวจอย่างมาก และขณะนี้รพ.กำลังสร้างอาคารศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลฯ เพื่อขยายพื้นที่ในการรองรับ และรักษาผู้ป่วยที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ในอนาคตเมื่ออาคารศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลฯ เสร็จก็จะสามารถเปิดรักษาผู้ป่วยได้มากขึ้น และลดระยะเวลาของการรอรับการรักษาของผู้ป่วยได้

           ดังนั้น ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมแบ่งปันน้ำใจสมทบทุนซื้อเครื่องมือแพทย์ผ่านมูลนิธิรพ.ราชวิถี บัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ สาขา รพ.ราชวิถี ประเภทบัญชี ออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 051-2-16322-1 หรือ สอบถามรายละเอียดได้ที่โทร 02–3547997-9 หรือ http://www.rajavithihospitalfoundation.org

**************************************************************

สอบถามรายละเอียดได้ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์

คุณนิรมล (แอ๊ด) โทร. 0831229066   หรือ  คุณกรธวัช (ตวง) โทร. 0860248492

ปิดความเห็น บน โรคอ้วน…รักษาด้วยการผ่าตัดนิยมกันทั่วโลก

WorldHearingDay2018

รพ.ราชวิถี จัดกิจกรรม World Hearing Day 2018 “วันการได้ยินโลก”

Posted on 27 กุมภาพันธ์ 2018 by writer

WorldHearingDay2018

โรงพยาบาลราชวิถี จัดกิจกรรม World Hearing Day 2018” “วันการได้ยินโลก” ซึ่งองค์การอนามัยโลกกำหนดให้ตรงกับวันที่ 3 มีนาคมของทุกปี  รณรงค์เพื่อกระตุ้นเตือนให้ประชากรโลกตระหนักถึงความสำคัญของการได้ยิน รู้จัก – ป้องกันการสูญเสียการได้ยิน ซึ่งทำให้มีผลต่ออาชีพการทำงาน การเรียน ฯลฯ โดยมี นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงาน และนายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์และนายแพทย์มานัส  โพธาภรณ์ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาล
ราชวิถี ให้การต้อนรับ พร้อมเสวนาให้ความรู้ “ลดเสียง ลดหูหนวก” เพื่อให้ทราบถึงการเกิดหูเสื่อมจากเสียงดัง โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ความรู้เกี่ยวกับด้านหู อาทิ นพ.ดาวิน เยาวพลกุล และนพ.สุประพล จันทพันธ์  กลุ่มศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านโสต ศอ นาสิก โรงพยาบาลราชวิถี

นอกจากนี้ มีนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันประสาทหูเสื่อมจากเสียงดัง พร้อมรับของที่ระลึก Ear Plug และบริการตรวจหู โดยโสต ศอ นาสิกแพทย์ บริการตรวจเชคเครื่องช่วยฟัง ฟรี!  ให้กับผู้ร่วมงาน
ในวันเสาร์ 3 มีนาคม 2561 ตั้งแต่เวลา 9.00 – 12.00 น. ณ  บริเวณลานหน้าห้องประชุมพญาไทชั้น11 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ  โรงพยาบาลราชวิถี

*****************************************************

สอบถามรายละเอียดได้ที่  คุณนิรมล (แอ๊ด) โทร. 083 122- 9066 //  กรธวัช  (ตวง) โทร 0860248492

ปิดความเห็น บน รพ.ราชวิถี จัดกิจกรรม World Hearing Day 2018 “วันการได้ยินโลก”

นพ.มานัส โพธาภรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี

วันการได้ยินโลก รพ.ราชวิถี

Posted on 23 กุมภาพันธ์ 2018 by writer

นพ.มานัส โพธาภรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี

เนื่องในวันการได้ยินโลกปีนี้ (3 มีค.) นพ.มานัส โพธาภรณ์ ผอ. รพ. ราชวิถี  จะจัดงาน “World Hearing Day 2018 วันการได้ยินโลก ให้กับผู้ป่วยโรคหูและประชาชนทั่วไป ร่วมรณรงค์ให้ท่านหลีกเลี่ยงสิ่งแวดล้อมที่เสียงดังเกินไป อาทิ การแสดง งานดนตรี โรงหนัง และการใช้หูฟังต่อเนื่อง พร้อมร่วมแบ่งปันน้ำใจช่วยชีวิตผู้ป่วยที่ด้อยโอกาสที่เข้าคิวรอความช่วยเหลือเป็นจำนวนมากผ่านมูลนิธิรพ.ราชวิถี ท่านที่สนใจร่วมทำบุญได้ที่บัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ สาขา รพ.ราชวิถี ประเภทบัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 051-2-16322-1 หรือ สอบถามรายละเอียดได้ที่โทร 02–3547997-9 หรือ http://www.rajavithihospitalfoundation.org

******************************************************

สอบถามรายละเอียดได้ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์: 

คุณนิรมล (แอ๊ด) โทร. 0831229066  หรือ คุณกรธวัช (ตวง) โทร. 0860248492

ปิดความเห็น บน วันการได้ยินโลก รพ.ราชวิถี

รพ.ราชวิถี จัดงานประชุมวิชาการ ครั้งที่ 29

Posted on 19 กุมภาพันธ์ 2018 by writer

โรงพยาบาลราชวิถีจัดงานประชุมวิชาโรงพยาบาลราชวิถี ครั้งที่ 29 เพื่อเผยแพร่นวัตกรรม รวมถึงเทคโนโลยีด้านการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลราชวิถี และเผยแพร่ความรู้ด้านด้านวิชาการให้กับบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงประชาชนทั่วไป ในหัวข้อต่างๆ มากมาย อาทิ การดูแลแผลเบาหวานที่บ้าน, แอปพลิเคชั่นเพื่อประชาชน:RDUความรู้เรื่องยา, “เลสิค”ทางเลือกในการแก้ไขสายตา เป็นต้น

โดยมี นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข  ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานเปิดการประชุมและนายแพทย์มานัส โพธาภรณ์ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถีเป็นผู้ต้อนรับ โดยงานประชุมวิชาการฯ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-23 กุมภาพันธ์ 2561 ตั้งแต่เวลา 9.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องประชุมชั้น11 และ12 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯโรงพยาบาลราชวิถี

และ… สำหรับประชาชนทั่วไปที่สนใจเข้าร่วมประชุมฯสามารถลงทะเบียนสำรองที่นั่งได้ที่เว็บไซต์www.rajavithi.go.thหรือสามารถลงทะเบียนหน้างานได้ในวันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์(ซึ่งจะเป็นวันประชุมสำหรับประชาชน)

 

*****************************************************

สอบถามรายละเอียดได้ที่

คุณบุษบา(บุษ) โทร 085 803 6222หรือ คุณนิรมล (แอ๊ด) โทร. 083 122- 9066

ปิดความเห็น บน รพ.ราชวิถี จัดงานประชุมวิชาการ ครั้งที่ 29

แพทย์-ผู้ป่วย ชี้ล้างไตทางช่องท้อง ตอบโจทย์คนไทย

แพทย์-ผู้ป่วย ชี้ล้างไตทางช่องท้อง ตอบโจทย์คนไทย

Posted on 30 พฤศจิกายน 2017 by writer

แพทย์-ผู้ป่วย ชี้ล้างไตทางช่องท้อง ตอบโจทย์คนไทย

ลดโหลดรพ. ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาแม้พื้นที่ห่างไกล

 20171128_134931_001

แพทย์โรคไต รพ.อยุธยา และประธานชมรมเพื่อนโรคไต ประสานเสียงยืนยันการล้างไตทางช่องท้องด้วยตนเองที่บ้าน (CAPD) สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งทางระบบสาธารณสุข และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ช่วยลดปัญหาบุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอและความแออัดในโรงพยาบาล อีกทั้งยังช่วยตอบโจทย์บริบทผู้ป่วยโรคไตในพื้นที่ห่างไกล และช่วงประสบภาวะวิกฤติอุทกภัย ไม่ต้องเดินทางมาโรงพยาบาลบ่อยครั้ง

พญ.เสาวลักษณ์ ชาวโพนทอง อายุรแพทย์โรคไต  โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี เนื่องจากโรคไตวายเรื้อรังมักพบในผู้สูงอายุ นอกจากนี้ตัวเลขที่สูงขึ้นยังมากจากการคัดกรองผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงอีกด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น แต่ผู้ป่วยก็สามารถเข้าถึงการรักษาได้ทั่วถึงมากกว่าในอดีต เนื่องจากนโยบาย PD First Policy ที่ให้ผู้ป่วยบำบัดทดแทนไตด้วยการล้างไตทางช่องท้องเป็นอันดับแรกในผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง โดยผู้ป่วยสามารถทำเองได้ที่บ้าน ไม่ต้องเดินทางมาโรงพยาบาลบ่อยๆ ซึ่งนอกจากจะสามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี ยังสามารถช่วยลดปัญหาการขาดแคลนด้านบุคคลากรทางการแพทย์และความแออัดของผู้ป่วยในโรงพยาบาลได้เป็นอย่างมาก

20171124_122549

พญ.เสาวลักษณ์ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันผู้ป่วยโรคไตมีทัศนคติที่ดีขึ้นกับการล้างไตทางช่องท้องด้วยตนเอง (CAPD)  โดยทีมแพทย์ มีการให้ข้อมูลและทางเลือกด้านการรักษาที่มากขึ้น ควบคู่กับการให้ความรู้เรื่องการป้องกัน เช่น  การกินยาชุด หรือยาลูกกลอนจะส่งผลเสียต่อไตอย่างไร รวมถึงการจัดตั้ง Health Group ให้ผู้ป่วยและญาติ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการรักษาซึ่งกันและกันอีกทางหนึ่ง ทำให้ผู้ป่วยใหม่เห็นว่าผู้ป่วยที่รักษาด้วยวิธีนี้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับคนปกติ ส่งผลให้ผู้ป่วยเชื่อมั่นในด้านการรักษาที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน ทำให้ผู้ป่วยเปิดใจกว้างและยอมรับ พร้อมเลือกรับการรักษาด้วยการล้างไตทางช่องท้องมากขึ้น  ทำให้ผู้ป่วยโรคไตเข้าถึงการรักษาได้ทั่งถึง มีคุณภาพชีวิตที่ดีและยืนยาวขึ้น

“นอกจากนี้ รพ.อยุธยา ยังได้มีการวางแผนสำหรับผู้ป่วยในเหตุการณ์วิกฤติต่างๆ เช่น น้ำท่วม โดยทำคู่มือดูแลตนเองในภาวะน้ำท่วม และมีการส่งน้ำยาล้างไตล่วงหน้าให้กับผู้ป่วย ในกรณีฉุกเฉินที่ผู้ป่วยไม่สามารถออกมาได้ ทางโรงพยาบาลได้มีการประสานหน่วยงานต่างๆ ในการขนส่งน้ำยาล้างไต โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย พร้อมเตรียมทีมช่วยเหลือฉุกเฉินไว้ ทั้งมีการสำรองน้ำยาล้างไตไว้สำหรับผู้ป่วยวิกฤติอีกด้วย” พญ.เสาวลักษณ์ กล่าว

IMG_7232-OK-1_resizeด้าน นายธนพลธ์ ดอกแก้ว ประธานชมรมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เป็นไตวายอย่าท้อ เพราะยังสามารถทำงานได้และไม่เป็นภาระใครหากรู้จักดูแลรักษาตนอย่างถูกวิธี  ซึ่งตนเองเคยป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังมากว่า 13 ปีและปัจจุบันได้รับการปลูกถ่ายไตแล้ว แต่ตนยังทำหน้าที่ผลักดันและให้ความรู้ด้านสิทธิการรักษา และวิธีการดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องสำหรับผู้ป่วยและสมาชิกชมรมซึ่งมีอยู่มากกว่า 100,000 ราย  โดยเฉพาะเรื่องการล้างไตทางช่องท้อง  จากการสำรวจพบว่าเป็นวิธีที่ช่วยตอบโจทย์บริบทไทยมากที่สุด เนื่องจากสามารถทำได้ด้วยตนเอง ผู้ป่วยไม่ต้องสูญเสียเงินในการเดินทางมาโรงพยาบาล ไม่ต้องใช้ชีวิตแบบผูกขาดอยู่กับสถานพยาบาลถึงสัปดาห์ละ 3 วันเพื่อฟอกเลือดและไม่เป็นภาระของญาติที่ต้องพามาโรงพยาบาลด้วย จึงช่วยให้ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังสามารถเข้าถึงบริการได้ 100% แม้แต่ผู้ป่วยที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร ก็สามารถได้รับบริการอย่างทั่วถึง มีน้ำยาล้างไตส่งให้ถึงที่บ้าน ส่วนเรื่องการติดเชื้อไม่ต้องกลัว เพราะการดูแลตัวเองย่อมทำได้ดีกว่าให้คนอื่นมาดูแล แต่เราต้องตระหนักถึงความสะอาดและทำตามขั้นตอนที่แพทย์และพยาบาลแนะนำอย่างเคร่งครัด

20171121_130223“เมื่อก่อนคนที่เป็นโรคไตเรื้อรัง ส่วนใหญ่มักจะเสียชีวิตเนื่องจากไม่มีเงินรักษาหรือไม่ก็ต้องล้มละลายจากการจ่ายค่ารักษา หลังจากการขับเคลื่อนเพื่อให้ได้สิทธิคุ้มครองรักษาโรคไต (CAPD First Policy) ในโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ผู้ป่วยก็มีโอกาสในการรักษาและสามารถเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น โดยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยการล้างไตทางช่องท้อง ซึ่งผมคิดว่าเป็นวิธีที่ช่วยตอบโจทย์บริบทของคนไทยได้ดีมาก เพราะผู้ป่วยบางคนอยู่บนดอย ห่างจากสถานพยาบาลร่วม 200 กิโล การเดินทางไป-กลับใช้เวลาเกือบทั้งวัน หากเขาต้องเดินทางมาพบแพทย์ทุกสัปดาห์ก็คงไม่ไหว ไหนจะเสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา จะเอาเวลาไหนมาทำงานหาเลี้ยงชีพ ดังนั้น จึงอยากให้แพทย์และผู้เกี่ยวข้องมองถึงพื้นฐานด้านเศรษฐกิจ และบริบทของผู้ป่วยโรคไตตรงนี้ด้วย ต้องช่วยกันสร้างความเข้าใจ และให้ข้อมูลกับผู้ป่วยให้จัดเจน ถูกต้อง และครบถ้วน เพื่อให้ผู้ป่วยมีทัศนคติที่ดีในด้านการรักษามากขึ้น ซึ่งทางชมรมเองได้พยายามผลักดันเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น รวมถึงการสร้างความเข้าใจเรื่องวิธีการรักษาให้กับผู้ป่วยทุกราย และให้ความรู้ที่ถูกต้องว่าการติดเชื้อมันไม่สามารถติดได้ง่าย และผู้ป่วยที่เสียชีวิตส่วนใหญ่มักจะไม่ใช่เสียชีวิตด้วยโรคไต แต่อาจจะเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนของโรคอื่นๆ เช่น ความดัน เบาหวาน เป็นต้น” ประธานชมรมเพื่อนโรคไต กล่าว

ประธานชมรมเพื่อนโรคไต ยังกล่าวให้ความเห็นว่า การล้างไตทางช่องท้องยังช่วยลดปัญหาบุคลากรทางการแพทย์และสถานพยาบาลไม่เพียงพอ  โดยอัตราส่วนระหว่างพยาบาลที่ต้องดูแลผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องอยู่ที่ 1:50 คน  (ตามมาตรฐาน) ขณะที่พยาบาลที่ดูแลเรื่องการฟอกเลือด (HD) จะสามารถดูแลผู้ป่วยได้เพียง 1คน :4 เครื่อง : รอบ (ใน 1 วัน สามารถทำได้สูงสุด 4 รอบ หรือ คนไข้16 คนเท่านั้น)   ดังนั้น หากไม่มีการล้างไตทางช่องท้อง จะส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์ก็จะไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ป่วย โดยต้องมีการผลิตเพิ่มอีกมากกว่า 3,500 อัตรา พร้อมเพิ่มศูนย์บริการทางการแพทย์อีกเป็นจำนวนมากให้ครบทุกจังหวัด และอำเภอต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยตามมา

ปิดความเห็น บน แพทย์-ผู้ป่วย ชี้ล้างไตทางช่องท้อง ตอบโจทย์คนไทย

วิ่งสกัดโรค ก้าวต่อไปไม่สะเทือนไต…เพื่อผู้ป่วยโรคไตและโรคฮีโมฟีเลีย

วิ่งสกัดโรค ก้าวต่อไปไม่สะเทือนไต…เพื่อผู้ป่วยโรคไตและโรคฮีโมฟีเลีย

Posted on 05 ตุลาคม 2017 by writer

“แบ็กซเตอร์ รันฟอร์ฟันด์” รวมพลคนรักสุขภาพทุกช่วงวัยกว่า 1,800 ราย

วิ่งสกัดโรค ก้าวต่อไปไม่สะเทือนไต…เพื่อผู้ป่วยโรคไตและโรคฮีโมฟีเลีย

 Pic 01

          นับเป็นปีที่ 5 แล้ว สำหรับกิจกรรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพ-มินิมาราธอนการกุศล “แบ็กซ์เตอร์ รันฟอร์ฟันด์ 2017” (Baxter Run for Fund 2017) ซึ่งปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “วิ่งสกัดโรค ก้าวต่อไปไม่สะเทือนไต” ระยะทาง 5 และ 10.5 กิโลเมตร จัดโดยบริษัทแบ็กซ์เตอร์ เฮลธ์แคร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ประกอบการด้านเวชภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์ชั้นนำ เพื่อนำเงินรายได้ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่าย มอบให้มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย และมูลนิธิโรคเลือดออกง่ายแห่งประเทศไทย ซึ่งปีนี้เป็นการรวมพลนักวิ่งและผู้รักสุขภาพทุกเพศทุกวัยทั้งชาวไทยและต่างชาติ กว่า 1,800 คน โดยมีตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้สูงอายุวัยเกษียณ  รวมถึงผู้ป่วยและผู้พิการทางขา  ณ สวนหลวง ร.9 เมื่อเร็วๆ นี้

ภญ.ทิพวรรณ จิตพิมลมาศ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท แบ็กซ์เตอร์ เฮลธ์แคร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันพบว่าคนไทยป่วยเป็นโรคไตกันเยอะ สาเหตุหลักมาจากโรคความดัน เบาหวาน และพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม เช่น กินอาหารเค็ม และขาดการออกกำลังกาย ในฐานะที่แบ็กซ์เตอร์ฯ เป็นผู้ประกอบการด้านเวชภัณฑ์สำหรับการล้างไตทางช่องท้อง รวมถึงเวชภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์ในผู้ป่วยภาวะวิกฤติ ตระหนักดีว่าการมีสุขภาพแข็งแรง จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ปลอดโรค สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งกิจกรรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพการกุศล “แบ็กซ์เตอร์ รัน ฟอร์ ฟันด์ 2017” ปีนี้ มุ่งส่งเสริมและกระตุ้นให้ทุกเพศทุกวัยใส่ใจการดูแลสุขภาพกันมากขึ้น เพื่อปลูกฝังให้รักการออกกำลังกายตั้งแต่ในวัยเด็ก ไปจนถึงวัยทำงาน และผู้สูงอายุ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพดีในทุกช่วงวัย  อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ในหมู่คณะและครอบครัว  รวมถึงผู้ป่วยก็ควรหันมาออกกำลังกายตามความเหมาะสมเพื่อจะได้มีสุขภาพที่ดีขึ้น  โดยปีนี้เป็นที่น่ายินดีว่ามีผู้รักสุขภาพให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมมากถึง 1,800 คน  ซึ่งเงินรายได้จากค่าสมัครทั้งหมด 720,000 บาท บริษัทฯ ได้มอบให้มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย และโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลียแห่งประเทศไทย โดยไม่หักค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยและกิจกรรมต่างๆ ของมูลนิธิฯ ต่อไป

ในการจัดงานเดินวิ่งครั้งนี้ ทางแบ็กซ์เตอร์ฯ ให้ความสำคัญกับทุกกลุ่มอายุ โดยให้รางวัลกับผู้ชนะในรุ่นต่างๆ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการกระตุ้นให้เกิดกระแสการรักสุขภาพของตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ชนะรุ่นเยาว์เป็นพี่น้องฝาแฝด ด.ช.พรชินสีห์ และ ด.ช.พรชินราช จำรูญ และ ด.ญ.จิรัชยา พรมนต์ อายุ 13 ปี วิ่ง 10.5 กม.ใช้เวลาเพียง 45 นาทีเท่านั้นเอง ทั้งนี้ผู้ชนะรุ่นใหญ่ที่ใส่ใจสุขภาพแม้จะอายุ 52 ปี แต่ยังแข็งแรงฟิตเปรี๊ยะอยู่ไม่น้อย นอกจากนี้ยังมีผู้พิการทางขา ก็ให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายอย่าง คุณสมเกียรติ อินทร์สอน อายุ 39 ปีเป็นครูอยู่ จ.นครสวรรค์ เป็นโปลิโอแต่กำเนิด เดินทางไกลเพื่อมาวิ่งให้กำลังใจผู้ป่วยในโครงการนี้ เล่าว่า แม้ว่าร่างกายเราจะไม่พร้อม แต่จิตใจเรายังดีอยู่ เรายังมีหน้าที่ที่จะต้องทำต่อ ต้องสอนหนังสือให้กับเด็กพิเศษที่โรงเรียน ยังมีคนที่แย่กว่าเราอีกมาก ฉะนั้นผมก็จะต้องดูแลตัวเอง โดยผมก็จะมาออกกำลังไม่ตอนเช้าก็ตอนเย็น เพื่อกระตุ้นกำลังแขน บ้างก็ยกเวทเพื่อให้กล้ามเนื้อแขนแข็งแรง จะได้ช่วยเหลือตัวเอง และผู้อื่นได้มากกว่านี้

พญ.สุขฤทัย เลขยานนท์ อนุกรรมการฝ่ายไตเทียม มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี การมีกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพให้กับผู้ป่วยต่างๆ นับเป็นเรื่องที่ดี ทั้งนี้ผู้ป่วยโรคไต สามารถดำเนินชีวิตได้ใกล้เคียงกับคนปกติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน หรือเรื่องอาหารการกิน ก็ไม่ได้ควบคุมจากความเป็นจริงมากนัก ผู้ป่วยสามารถอยู่อย่างมีความสุขและมีชีวิตยืนยาวได้ ส่วนการออกกำลังกายที่สามารถทำได้ เช่น เดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพ แอโรบิค ปั่นจักรยาน แบดมินตัน แต่ทั้งนี้ผู้ป่วยต้องประเมินกำลังของตนเองด้วยว่าทำได้มากน้อยแค่ไหน”

ด้าน รศ.พล.อ.ไตรโรจน์ ครุธเวโช เลขาธิการมูลนิธิโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลียแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรคฮีโมฟีเลีย (Hemophilia) เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม มีอาการเลือดออกง่ายและหยุดยากเป็นๆหายๆตลอดชีวิต เราต้องการให้ผู้ป่วยมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง โดยผู้ป่วยสามารถออกกำลังกายได้ แต่ควรทำอย่างระมัดระวังไม่ให้เกิดการบาดเจ็บ หรือการกระทบกระแทกที่รุนแรง เช่น การเดิน-วิ่ง (อย่างระมัดระวัง) หรือว่ายน้ำ เป็นการกระตุ้นให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ข้อต่อตามร่างกายจะกระชับ ช่วยลดการบาดเจ็บของเยื่อหุ้มข้อ ทั้งนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานของความพอเหมาะพอดี ค่อยเป็นค่อยไป ไม่หักโหม เพราะอาจเกิดอันตรายได้

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ บ.คอมมูนิเคชั่นแอนด์มอร์ จก.

คุณบุษบา (บุษ) / คุณชลียาพันธุ์ (กิ๊ฟฟู่) โทร. 02 718 3800-5 ต่อ 141 / 144 หรือ 085 803 6222

ปิดความเห็น บน วิ่งสกัดโรค ก้าวต่อไปไม่สะเทือนไต…เพื่อผู้ป่วยโรคไตและโรคฮีโมฟีเลีย

DSC_4570

รพ.ราชวิถีรวมพลคนเปลี่ยนข้อเข่าและผู้รักสุขภาพกว่า 2,000 คน ร่วมเดินวิ่งการกุศลรพ.ราชวิถี “รักเรา รักษ์เข่า ไม่เก่าเลย” เพื่อผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม

Posted on 13 กันยายน 2017 by writer

DSC_4208

โรงพยาบาลราชวิถี ร่วมกับ ชมรมวิ่ง โรงพยาบาลราชวิถี สมาคมนิสิตเก่าแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต จัดกิจกรรมเดิน-วิ่งเพื่อผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม  รักเรา รักษ์เข่า ไม่เก่าเลย รณรงค์ให้ประชาชน และบุคลากรทางการแพทย์ ใส่ใจดูแลสุขภาพตนเองด้วยการออกกำลังกายเพื่อป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้ป่วยที่ผ่าตัดเปลี่ยนข้อได้ใส่ใจการออกกำลังกาย และรายได้สมทบทุน กองทุนผ่าตัดเปลี่ยนข้อ มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี โดยมีผู้ร่วมกิจกรรมกว่า 2,000 คน และมีผู้ได้รับการเปลี่ยนข้อเข่าร่วมกว่า 200 คน ณ นอร์ธปาร์ค วิภาวดี  เมื่อเร็วๆ นี้

DSCF0511

นพ.มานัส โพธาภรณ์ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลราชวิถี  เผยว่า  “โรคข้อเข่าเสื่อม” ปัจจุบัน พบในผู้สูงอายุและมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทยพบผู้ป่วยมากกว่า 6 ล้านคน และผู้สูงอายุมากกว่า  65  ปีขึ้นไป พบถึง 50% โดยผู้ที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อม จะมีอาการเจ็บหรือปวด ข้อเข่าผิดรูป ข้อฝืด หรือข้อติด เดินได้ไม่ปกติ ทำให้เกิดความยากลำบากการชีวิตประจำวัน ส่งผลให้ได้รับความทุกข์ทั้งด้านกาย และจิตใจ ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

DSCF0356

“โรงพยาบาลราชวิถี ได้มีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม มาแล้วกว่า 30 ปี โดยเฉลี่ยปีละกว่า 300 ราย ซึ่งถือเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศในการรักษาโดยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม โดยการเปลี่ยนข้อเข่าโรงพยาบาลราชวิถีผ่าตัดโดยใช้คอมพิวเตอร์นำวิถี มากที่สุดของประเทศ ทำมากว่า 10 ปีแล้ว ทำให้มีความแม่นยำเที่ยงตรงในการผ่าตัดสูง รวมทั้งเริ่มนำการผ่าตัดแบบแผลเล็กและพื้นตัวเร็ว จาก 10-14 วัน ลดลงเหลือ 3-4 วัน นอกจากนี้เรามีการผ่าตัด revision แก้ไขข้อที่เคยผ่าแล้วแต่เริ่มมีการหลวมใหม่มากเป็นลำดับต้นๆของประเทศ  ซึ่งการแก้ไขนี้มีความยุ่งยากซับซ้อนกว่าการผ่าเปลี่ยนข้อเทียมครั้งแรก อย่างไรก็ตามการรักษาโดยการเปลี่ยนข้อเข่าเทียม บางสิทธิ์ของการรักษาพยาบาลไม่สามารถเบิกได้ จึงเป็นภาระที่ผู้ป่วยต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนเกินนี้เอง กองทุนผ่าตัดเปลี่ยนข้อ มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี จึงได้จัดกิจกรรมเดิน-วิ่ง  รักเรา รักษ์เข่า ไม่เก่าเลยขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการรักษา โดยรายได้สมทบทุนกองทุนผ่าตัดเปลี่ยนข้อ นับเป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ”

นายแพทย์พรภวิษญ์ ศรีภิรมย์

ผศ.นพ.พรภวิษญ์ ศรีภิรมย์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้างานศัลยกรรมเปลี่ยน
ข้อกลุ่มงานออร์โธปิดิกส์  โรงพยาบาลราชวิถี
  เผยว่า ปัญหา “โรคข้อเข่าเสื่อม” เกิดจากหลายปัจจัย เช่น เสื่อมตามวัย อุบัติเหตุ ติดเชื้อ โรคเกาต์ โรครูมาตอย และเกิดจากการทำงานที่ออกแรงใช้เข่ามาก หรือ

มีการกระแทกหรืองอเข่าบ่อยๆ เช่น การยกของหนักขึ้นบันได เดินไกล หรือลุกนั่งบ่อย เป็นต้น แต่สาเหตุส่วนใหญ่ที่พบได้ถึงร้อยละ 50 เกิดมาจากน้ำหนักตัวที่มากเกินไป ซึ่งทำให้ข้อเข่าทำงานหนักเกินไป โดยโรคข้อเข่าเสื่อมนี้มักพบมากในผู้หญิง ประมาณ 2-3 เท่า

โดยอาการโรคข้อเข่าเสื่อมนั้นเบื้องต้นจะมีอาการปวดบริเวณข้อเข่า ลุกขึ้นจากท่านั่งลำบาก ข้อขัด ฝืด ตึง มีเสียงดังกรอบแกรบเวลาขยับเข่า งอเข่าได้น้อยลง หรือเหยียดข้อเข่าได้ไม่สุด ในระยะแรกการปวดเข่ามักสัมพันธ์กับการลงน้ำหนัก การเดิน การขยับ ยกเว้นข้อเข่าเสื่อมจากโรคข้ออักเสบอาจมีอาการปวด บวม ร้อน ตลอดเวลาที่มีการอักเสบ ผู้ที่เป็นข้อเข่าเสื่อมอย่างรุนแรงในระยะท้ายๆ อาการปวดเข่าอาจเกิดได้ตลอดเวลาหรือปวดตอนกลางคืนแม้ไม่ได้มีการใช้งาน

ส่วนการรักษา “โรคข้อเข่าเสื่อม” นั่นมีหลายวิธี แต่วิธีที่เห็นผลและได้รับความนิยมคือการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ซึ่งการผ่าตัดจะสามารถลดอาการปวดได้มาก และทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งการดูแลตัวเองก่อนการผ่าตัดนั่น ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์  ดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว นอนผักผ่อนให้เพียงพอ งดยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาแอสไพริน เพื่อป้องกันภาวะเลือดออกมาขนาดผ่าตัด และหลังจากการผ่าตัดแล้ว สิ่งที่สำคัญคือการดูแลตัวเองหลังการผ่าตัด ควรนอนพักรรักษาที่โรงพยาบาลประมาณ 3-5 วัน และหลังจากนั้นควรมาพบแพทย์เพื่อดูอาการตามแพทย์สั่ง และป้องกันโรคแทรกซ้อนต่างๆ

สำหรับการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมนั่น ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังที่มีแรงกระทำต่อข้อเข่ามากๆ เช่น การวิ่งบนพื้นผิวขรุขระ หรือกระโดดเชือก เป็นต้น ควรใช้การออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อด้านหน้าต้นขาและรอบเข่า เช่น การเดินช้าๆ การใช้เครื่องปั่นจักรยาน ไม่แนะนำให้ปั่นจักรยานจริงๆ ซึ่งเสี่ยงกับการล้มหรือเกิดอุบัติเหตุได้ หรือการออกกำลังกายในน้ำ เพื่อช่วยให้มีแรงในการขยับข้อเข่าและพยุงให้ข้อเข่ามั่นคงขึ้น แต่ในท้ายที่สุดนี้ ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมนั่น ควรจะมีความเข้าใจในตัวโรค เพื่อที่จะดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง และปรึกษาแพทย์เพื่อการได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

แพทย์หญิงรัติยา พรชัยสุรีย์ ประธานชมรมวิ่งโรงพยาบาลราชวิถี

นอกจากนี้ แพทย์หญิงรัติยา พรชัยสุรีย์ ประธานชมรมวิ่งโรงพยาบาลราชวิถี ได้เล่าถึงที่มาของการจัดกิจกรรมเดิน-วิ่งเพื่อผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม “รักเรา รักษ์เข่า ไม่เก่าเลย” ว่า กิจกรรมนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน ทั้ง โรงพยาบาลราชวิถี ร่วมกับ สมาคมนิสิตเก่าแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และกองทุนผ่าตัดเปลี่ยนข้อ มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี โดยมีจุดประสงค์ เพื่อรณรงค์ให้ประชาชน ใส่ใจในการดูแลสุขภาพตนเองด้วยการออกกำลังกาย เพื่อป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม และส่งเสริมให้ผู้ป่วยที่ผ่าตัดเปลี่ยนข้อได้ใส่ใจการออกกำลังกาย อีกทั้งรายได้สมทบทุน กองทุนผ่าตัดเปลี่ยนข้อ มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมต่อไป งานนี้มีคนเข้าร่วมกว่า 2,000 คน รวมถึงผู้ที่ได้รับการเปลี่ยนข้อฯ กว่า 200 คน เพื่อแสดงให้เห็นว่าหลังจากการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมแล้ว สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

DSC_4231DSCF0497-1DSC_4570

 

***********************************

สื่อมวลชนต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ

คุณนิรมล (แอ๊ด) โทร. 083 122- 9066

ปิดความเห็น บน รพ.ราชวิถีรวมพลคนเปลี่ยนข้อเข่าและผู้รักสุขภาพกว่า 2,000 คน ร่วมเดินวิ่งการกุศลรพ.ราชวิถี “รักเรา รักษ์เข่า ไม่เก่าเลย” เพื่อผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม

กรกฎาคม 2018
พฤ อา
« มิ.ย.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

RELATED SITES