Archive | บทความสุขภาพ

ไขปริศนา สมองดี กินแบบนี้ก็ได้หรอ “โภชนเภสัชภัณฑ์ กับสุขภาพสมอง”

ไขปริศนา สมองดี กินแบบนี้ก็ได้หรอ “โภชนเภสัชภัณฑ์ กับสุขภาพสมอง”

Posted on 08 สิงหาคม 2018 by writer

เมื่อเร็วๆ นี้ ในงานประชุม “Nursing Quality: Patient & Nurse Safety”  ซึ่งจัดโดย ชมรมผู้บริหารการพยาบาลโรงพยาบาลชุมชน โดยการสนับสนุนของ บริษัท แบรนด์ ซันโทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อให้เกิดความร่วมมือของบุคลากรและหน่วยงานสาธารณสุขตั้งแต่ระดับพื้นที่ ส่วนภูมิภาค ส่วนกลาง และระดับประเทศ เกิดการพัฒนาเชิงระบบ และส่งเสริมให้ผู้ป่วยและประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเพื่อความปลอดภัยในระบบบริการสาธารณสุขอย่างสร้างสรรค์ โดยมีหัวหน้าพยาบาลและพยาบาลวิชาชีพเข้าร่วมการประชุมกว่า 900 คน ณ โรงแรมโกลเด้นท์ ซิตี้ จังหวัดระยอง

ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ ภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดล            ในงานประชุมครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านร่วมบรรยาย หนึ่งในนั้น คือ ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ ภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งให้เกียรติมาอัพเดทเรื่อง “แนวทางดูแลสุขภาพคนไทยยุค 4.0 ด้วยอาหารและโภชนาการ “ ซึ่งท่านได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจถึงเรื่องของ “โภชนเภสัชภัณฑ์กับสุขภาพสมอง” เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น การทำงานของระบบประสาทและสมองจะเสื่อมถอยลง อาจนำไปสู่การเกิดโรคสมองเสื่อมได้ อาหารเป็นปัจจัยที่สำคัญในการช่วยชะลอความเสื่อมและส่งเสริมสุขภาพสมอง โดยอาหารและสารอาหารต่างๆ จะช่วยในการส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานของระบบประสาทและสมอง หรือป้องกันสมองเสื่อม ได้แก่

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ มีสารพฤกษเคมีที่ออกฤทธิ์สำคัญ ได้แก่ “แอนโทไซยานิน” Antrocyanin) ซึ่งมีสีม่วงแดง ช่วยในการเสริมความจำ ป้องกันสมองเสื่อมในผู้สูงอายุได้ นอกจากเบอร์รี่ต่างๆ ของต่างประเทศแล้ว เบอร์รี่ไทย อย่างเช่น ลูกหม่อน มะเม่า มะหลอด มะเกี่ยง ตะขบ ลูกหว้า ก็เป็นแหล่งของแอนโทไซยานินที่ดีผลไม้ตระกูลเบอร์รี่-01

ใบแปะก๊วย สารสำคัญออกฤทธิ์ คือ เทอร์ปีน แลคโตน (Terpene lactones) และ ฟลาโวน ไกลโคไซด์ (Flavone glycosides) ช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิตในหลอดเลือดสมอง ทำให้สารอาหารต่างๆ ไปเลี้ยงสมองดีขึ้น

คาร์โนซีน เป็นเปปไทด์ที่พบมากในซุปไก่ ช่วยเพิ่มคลื่นสมองแบบอัลฟ่า (Alpha-wave) ทำให้รู้สึกสงบ เพิ่มสมาธิ ความสามารถในการเรียนรู้ และจดจำที่ดีขึ้น ช่วยให้ไมโตรคอนเดรียทำงานได้ดีขึ้น เซลล์สมองผลิตพลังงานได้มากขึ้น ยับยั้งการเกิด AGEs ซึ่งเป็นสารเร่งแก่ นอกจากนี้ยังช่วยชะลอการหดสั้นของเทโลเมียร์

วิตามินบี 1 บี 6 บี 12 โฟเลท มีการศึกษาวิจัยทางคลินิก พบว่า ช่วยป้องกันการเกิดอัลไซเมอร์ได้ วิตามินซี วิตามินอี ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันสมองเสื่อม ส่วนวิตามินดี มีการศึกษาวิจัยหลายการศึกษาพบว่า การได้รับวิตามินดีที่ต่ำสัมพันธ์กับการเกิดโรคสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์ ดังนั้นการได้รับวิตามินดีที่เพียงพอทั้งที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นเองจากแสงแดด และจากอาหาร จะเปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่งที่สำคัญในการช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม

001            เหล็ก พบมากในเนื้อสัตว์ ตับ และผักใบเขียว เป็นส่วนประกอบของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ซึ่งทำหน้าที่นำออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์สมอง การขาดธาตุเหล็ก หรือภาวะพร่องเหล็กมีผลทำให้สมาธิสั้น ไอคิวลดลง การเรียนรู้และจดจำลดลง

ข้าวกล้องงอก มีสารออกฤทธิ์สำคัญ ได้แก่ กาบ้า (GABA) จะช่วยเพิ่มคลื่นสมองแบบอัลฟ่า (Alpha-wave) ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ลดความตึงเครียดและวิตกกังวลได้ วิธีทำข้าวกล้องงอกแบบง่ายๆ คือ 1.นำข้าวกล้องใหม่ แช่น้ำทิ้งไว้ 8-10 ชั่วโมง 2. เทน้ำออกแล้ว นำข้างกล้องที่แช่น้ำแล้วมาหมักไว้ในห่อผ้าที่ชุ่มน้ำ ทิ้งไว้อีกประมาณ 12-24 ชั่วโมง นำข้าวกล้องที่ได้มาหุงเพื่อรับประทาน

ปลา อุดมไปด้วยกรดไขมัน “โอเมก้า 3” ควรรับประทานปลาอย่างน้อย สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ปลาน้ำจืดบางชนิด ก็เป็นแหล่งของโอเมก้า-3 ที่ดี เช่น ปลาดุก ปลาสวาย ปลาตะเพียน ปลาช่อน ช่วยในการทำงานของสมองและความจำ ป้องกันโรคมองเสื่อมได้

ไข่  อุดมไปด้วย  “โคลีนและเลซิทิน” เป็นสารสำคัญที่พบในโครงสร้างของผนังเซลล์ โดยเฉพาะเยื่อหุ้มสมอง และเซลล์ประสาท ทั้งยังเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์อะซีติลโคลีน (Acetylcholine) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจดจำของสมอง เลซิติน (พบในสมองมนุษย์ 30 %) ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและป้องกันภาวะสมองเสื่อม

กล้วย อุดมไปด้วยกรดอะมิโน “ทริปโตแฟน” (Tryptophan) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของของฮอร์โมนซีโรโทนิน (Serotonin) ช่วยให้สมองผ่อนคลาย มีโพแทสเซียมสูง ช่วยลดความดันโลหิต และลดปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง

โภชนเภสัชภัณฑ์ กับสุขภาพสมอง-05

“เมื่อรู้อย่างนี้แล้วว่าอาหารและสารอาหารอะไรบ้างที่ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง รวมทั้งป้องกันสมองเสื่อม ก็อย่าลืมสรรหามารับประทานกันนะครับ เชื่อว่าไม่ว่าจะอายุเพิ่มมากขึ้นอีกกี่ปี สมองของเราก็ยังฟิตอยู่ตลอดเวลาครับ”

ปิดความเห็น บน ไขปริศนา สมองดี กินแบบนี้ก็ได้หรอ “โภชนเภสัชภัณฑ์ กับสุขภาพสมอง”

เบาหวาน กินอาหารนอกบ้านอย่างไรให้เป็นสุข

เบาหวาน กินอาหารนอกบ้านอย่างไรให้เป็นสุข

Posted on 03 สิงหาคม 2018 by writer

เบาหวาน กินอาหารนอกบ้านอย่างไรให้เป็นสุข

Arjan_Sanlaya

ข้อมูลจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐอเมริกา) กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ ให้คำแนะนำว่า โรคเบาหวาน ใครได้เป็นแล้วหรือมีคนใกล้ตัวเป็น จะทราบดีถึงความสำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เหมาะสมได้ เพราะเป็นงานที่ต้องทำตลอด 24 ชั่วโมง 365 วันเลยทีเดียว แต่ใช่ว่าเป็นโรคเบาหวานแล้ว จะต้องคุมอาหารทุกอย่าง จนอดกินอาหารทุกเมนูอร่อยจนหมดความสุขในชีวิตไปเลย หากเราสามารถวางแผนการกินได้เหมือนวางแผนชีวิตหรือวางแผนการทำงาน การกินอาหารนอกบ้านก็ดีต่อสุขภาพได้ ถ้ารู้จักเลือกกินและควบคุมปริมาณ เริ่มต้นจากการเรียนรู้วิธีเลือกอาหารและร้านอาหารที่ดี เพราะปัจจุบันมีร้านอาหารจำนวนมาก ที่ทำอาหารอร่อยและคำนึงถึงประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย และหากเป็นคนที่ต้องกินอาหารนอกบ้านบ่อยๆ ต้องพยายามคุมปริมาณการกินและเมนูอาหารให้มากที่สุด และเลือกร้านที่มีเมนูหลากหลาย

Foods-SMBG

คนเป็นเบาหวานควรสั่งเมนูแบบไหนดี...อ.ศัลยา ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า ผู้เป็นเบาหวานสามารถกินอาหารได้ทุกอย่าง แต่…จะต้องอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม โดยมีทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และผักครบถ้วนในสัดส่วนที่เหมาะสมในมื้อที่จะกิน เน้นการลด หวาน มัน เค็ม ซึ่งปฏิบัติได้ไม่ยาก ดังนี้

  • เน้นอาหารประเภทอบ ต้ม ตุ๋น นึ่ง ย่าง หรือยำ
  • ลดอาหารประเภททอดน้ำมันท่วม หรืออาหารไขมันสูง อย่างแกงกะทิ แต่ถ้าอยากกินก็สามารถกินได้ ในปริมาณน้อยๆ
  • หากสั่งสลัดให้แยกน้ำสลัดแล้วใช้ส้อมจิ้มน้ำสลัด ก่อนที่จะจิ้มสลัดจะเป็นการควบคุมน้ำสลัดไม่ให้มากเกินไป
  • เลือกสั่งผลไม้ แทนขนมหวาน หากคิดจะสั่งขนมหวาน ต้องกินข้าวมื้อนั้นให้น้อยลง เป็นการแลกเปลี่ยน เพราะในขนมมีทั้งแป้งและน้ำตาลอยู่แล้ว ใช้ความรู้ในการนับคาร์โบไฮเดรตแลกเปลี่ยนขนมหวานกับข้าวแป้งก็จะสามารถกินขนมหวานได้ แต่ในปริมาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
  • สั่งน้ำเปล่า น้ำชา น้ำสมุนไพร หรือเครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาล เพื่อประหยัดแคลอรีไว้กินอย่างอื่น
  • ลดการกินเค็ม หรือลดปริมาณโซเดียมในอาหาร เรียนรู้การอ่านข้อมูลโภชนาการของอาหารสำเร็จรูป หรืออาหารพร้อมปรุง
  • จำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์จะเพิ่มแคลอรีโดยใช่เหตุ และยับยั้งการดูดซึมวิตามินและเกลือแร่ในอาหารโดยทั่วไปในหนึ่งวัน ผู้หญิงควรรับประทานคาร์บ 3-4 คาร์บ/มื้อ หรือประมาณ 12 คาร์บ/วัน ส่วนผู้ชายรับประทานคาร์บ 4-5 คาร์บ/มื้อ หรือประมาณ 15 คาร์บ/วัน หากจำเป็นที่จะต้องลดน้ำหนัก นักกำหนดอาหารอาจแนะนำให้ลดปริมาณคาร์บลง 1คาร์บ/มื้อ หากฝึกนับคาร์บของอาหารบ่อย ๆ จนคล่อง ก็จะสามารถกะปริมาณอาหารที่ต้องรับประทานต่อมื้อได้แม่นยำมากขึ้น และควบคุมปริมาณน้ำตาลจากอาหารที่เหมาะสมต่อมื้อได้ดีขึ้นตามไปด้วย โดยให้จำง่ายๆว่า เราไม่ควรบริโภคน้ำตาลที่เติมในอาหารเกิน 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัมต่อวัน นอกจากนี้ การเรียนรู้การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง (Self-monitoring of blood glucose, SMBG) ก็เป็นส่วนสำคัญในการช่วยเลือกชนิดและปริมาณคาร์บที่เหมาะสมในมื้ออาหารได้ การตรวจน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองเป็นประจำทุกวันในระยะแรกจะช่วยให้เกิดการเรียนรู้การดูแลตัวเองในหลายเรื่อง สำหรับเรื่องอาหาร ควรตรวจหลังรับประทานอาหาร 2 ชั่วโมงนับจากตอนเริ่มกิน จะบอกให้รู้ว่าเรากินคาร์บมากไปหรือน้อยไป สิ่งที่ผู้เป็นเบาหวานจะได้เรียนรู้คือ อาหารอะไรที่กินแล้วน้ำตาลจะขึ้นหรือขึ้นไม่สูงมาก หลักคือถ้าน้ำตาลหลังอาหารไม่เกิน 180 มก./ดล. แสดงว่าอาหารที่กินมื้อนั้นคาร์บไม่มากเกินไปสามารถนั้นกินได้ แต่ถ้าน้ำตาลสูงเกิน 180 มก./ดล. ก็ต้องพิจารณาลดคาร์บที่มีแต่แป้ง น้ำตาล เราอาจใช้วิธีนี้ทดสอบดูว่าอาหารคาร์บชนิดใด ที่ทำให้น้ำตาลขึ้นสูง และขึ้นเร็ว ส่วนอาหารอะไรที่กินแล้วค่าน้ำตาลสูงก็ควรหลีกเลี่ยง เพื่อปรับพฤติกรรมการกินอาหาร จะช่วยให้ควบคุมน้ำตาลได้ดีขึ้น และลดโรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ไตเสื่อม รวมทั้งมะเร็งด้วย
  • สูตรกินอยู่กับเบาหวานง่ายๆ คือ ต้องฝึกนับคาร์บ หรือการนับคาร์โบไฮเดรต ซึ่งประกอบไปด้วยหมวดข้าว แป้ง ธัญพืช หมวดผลไม้ ผักที่มีแป้งมาก และหมวดนม โดยอาจจะนับเป็นจำนวนกรัม หรือหน่วยคาร์โบไฮเดรต เนื่องจากคาร์โบไฮเดรต จะถูกย่อยเป็นน้ำตาลกลูโคสได้ 100% ก่อนที่จะถูกร่างกายนำไปใช้เป็นพลังงาน ต้องมองให้ออกว่าอาหารหมวดไหนบ้างที่มีคาร์บ ได้แก่ ข้าวแป้ง เส้นต่างๆ ผักที่มีแป้ง (เผือก มัน ฟักทอง ถั่วเมล็ดแห้ง) ผลไม้ นม และผลิตภัณฑ์จากนม และน้ำตาล ส่วนโปรตีน และไขมันไม่มีคาร์บ โดยการนับคาร์บ เทียบง่าย ๆ คือ “1 คาร์บ มีคาร์บคาร์โบไฮเดรต 15 กรัม” เช่น ข้าว 1 ทัพพี (1 อุ้งมือ) นับเป็น 1 คาร์บ ส่วนแซนด์วิช 1 คู่ (ขนมปัง 2 แผ่น) เท่ากับ 2 คาร์บ ถ้าเป็นขนมปังแผ่นใหญ่จะนับเป็น 1.5 คาร์บ ในขณะที่โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วยตวง นับเป็น 1 คาร์บ (อ่านฉลากอาหาร เพื่อดูปริมาณคาร์บที่ระบุไว้) แอปเปิ้ลขนาดเล็ก 1 ผลเท่ากับ 1 คาร์บ แก้วมังกรครึ่งลูกเท่ากับ 1 คาร์บ กล้วยหอมขนาดกลางครึ่งผลเท่ากับ 1 คาร์บเช่นกัน ทั้งนี้ ควรระวังผลไม้ยิ่งแห้ง ความเข้มข้นของน้ำตาลยิ่งมากขึ้น ควรรับประทานในปริมาณที่น้อยลง อาจดูปริมาณได้จากฉลากอาหาร

ปัจจุบันข้อแนะนำสำหรับอาหารเบาหวาน ก็คืออาหารสุขภาพ ผู้ที่เป็นเบาหวานกินเพื่อที่จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาล และป้องกันโรคแทรกซ้อน  และสำหรับผู้ที่ไม่เป็นเบาหวาน อาหารสุขภาพจะช่วยป้องกันเบาหวาน และโรคเรื้อรังไม่ติดต่อได้อีกหลายโรค

#############

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ คุณบุษบา (บุษ) / คุณชลียาพันธุ์ (กิ๊ฟฟู่) โทร.02 718 3800-5 ต่อ 141 / 144 หรือ 085 803 6222

ปิดความเห็น บน เบาหวาน กินอาหารนอกบ้านอย่างไรให้เป็นสุข

นักวิทยาศาสตร์พ่อ-ลูกจาก 2 มหาวิทยาลัยดังนิวซีแลนด์สุดเจ๋ง พัฒนาภาพเอกซ์เรย์สี 3 มิติครั้งแรกในโลก

นักวิทยาศาสตร์พ่อ-ลูกจาก 2 มหาวิทยาลัยดังนิวซีแลนด์สุดเจ๋ง พัฒนาภาพเอกซ์เรย์สี 3 มิติครั้งแรกในโลก

Posted on 26 กรกฎาคม 2018 by writer

นักวิทยาศาสตร์พ่อ-ลูกจาก 2 มหาวิทยาลัยดังนิวซีแลนด์สุดเจ๋ง

พัฒนาภาพเอกซ์เรย์สี 3 มิติครั้งแรกในโลก ตรวจมะเร็ง-เนื้องอกแม่นยำ

Professor Anthony Butler - Professor Phil Butler

นักวิทยาศาสตร์ 2 พ่อลูกจากมหาวิทยาลัยชื่อดังของนิวซีแลนด์ ม.แคนเทอร์เบอรี่ และม.โอทาโก้ พัฒนาเทคโนโลยีการฉายรังสีเอกซ์ (X-ray) ให้ได้ภาพสีแบบสามิติเป็นครั้งแรกในโลก ด้วยเครื่องชนอนุภาคแฮดรอนขนาดใหญ่ (Large Hadron Collider: LHC) ของเซิร์น (CERN) นวัตกรรมเพื่อความก้าวหน้าทางการแพทย์ ช่วยในการวินิจฉัยโรค ชี้จุดมะเร็งและก้อนเนื้องอกได้แม่นยำมากขึ้น

โครงการพัฒนาเทคโนโลยีครั้งนี้เกิดขึ้นโดยความร่วมมือของศาสตราจารย์ฟิล บัตเลอร์ (Professor Phil Butler) นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยแคนเทอร์เบอรี่ (University of Canterbury) และศาสตราจารย์แอนโธนี่ บัตเลอร์ (Professor Anthony Butler) นักรังสีวิทยาจากมหาวิทยาลัยโอทาโก้ (University of Otago) ประเทศนิวซีแลนด์ ในการนำเทคโนโลยีของเซิร์นที่เรียกว่า “เมดิพิกซ์” (Medipix) ช่วยปรับปรุงการถ่ายภาพรังสีเอกซ์ ทำงานคล้ายกล้องตรวจจับ และนับอนุภาคที่ชนเข้ากับแต่ละจุดภาพ (Pixel) ขณะที่เปิดชัตเตอร์จะช่วยให้ได้ภาพที่มีความละเอียดและมีค่าเปรียบต่าง (Contrast) ที่สูงขึ้น

องค์การเพื่อการวิจัยนิวเคลียร์แห่งยุโรป (European Organisation for Nuclear Research) หรือองค์การเซิร์น (CERN) เผยว่า นักวิทยาศาสตร์ชาวนิวซีแลนด์ได้พัฒนาเทคโนโลยีการถ่ายภาพด้วยอุปกรณ์รุ่นใหม่ที่จะเปลี่ยนโฉมการใช้เทคโนโลยีรักสีเอกซ์แบบขาว-ดำผสมมาเป็นแบบสี ซึ่งเมื่อนำเครื่องแฮดรอนมาพัฒนาสร้างถ่ายภาพรังสีเอกซ์แบบใหม่ ทำให้ได้ภาพที่มีความละเอียดคมชัดสูงและแม่นยำมากขึ้น ช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้องมากยิ่งขึ้น โดยทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างกระดูกกล้ามเนื้อและกระดูกอ่อน รวมถึงตำแหน่งและขนาดที่ชัดเจนของมะเร็งและก้อนเนื้องอกด้วย

Ankle L-R & Wrist

ศ.แอนโธนี บัตเลอร์ กล่าวว่าหลังจากทศวรรษที่ผ่านมา การพัฒนามันเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นอย่างยิ่งที่ได้มาถึงจุดที่เห็นได้ชัดเจนว่าเทคโนโลยีนี้จะนำไปใช้ในการดูแลผู้ป่วยได้ โดยภาพเอกซ์เรย์สีสามมิตินี้จะช่วยให้แพทย์สามารถวัดส่วนประกอบต่างๆ ของร่างกายได้ เช่น ไขมัน น้ำ แคลเซียม และสัญญาณอื่นๆของโรค ซึ่งรังสีเอกซ์ขาว-ดำแบบดั้งเดิมสามารถวัดได้แค่ความหนาแน่นและรูปร่างของอวัยวะ

ด้าน .ฟิล บัตเลอร์ เสริมว่าเครื่องถ่ายภาพที่มีจุดขนาดเล็กและความละเอียดของพลังที่แม่นยำนั้น จะทำให้เราได้ภาพถ่ายที่ไม่สามารถหาได้จากภาพถ่ายอื่นๆ โดยจะปฏิวัติวงการแพทย์ทั่วโลกด้านการวินิจฉัยและการรักษา ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง โรคหัวใจและอื่นๆ เนื่องจากมีรายละเอียดมากขึ้นเกี่ยวกับส่วนประกอบทางเคมีของร่างกาย นับเป็นมิติใหม่ที่ปฏิวัติวงการแพทย์ ที่จะช่วยให้แพทย์สามารถมองเห็นรายละเอียดต่างๆ ภายในตัวผู้ป่วยได้อย่างไม่จำกัด

———————————————-

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาติดต่อฝ่ายประชาสัมพันธ์:

คุณบุษบา สุขบัติ และคุณชลียาพันธุ์ นุ่นสวัสดิ์ โทร. 02 718 3800

ปิดความเห็น บน นักวิทยาศาสตร์พ่อ-ลูกจาก 2 มหาวิทยาลัยดังนิวซีแลนด์สุดเจ๋ง พัฒนาภาพเอกซ์เรย์สี 3 มิติครั้งแรกในโลก

แนะตรวจน้ำตาลในเลือดเองสม่ำเสมอ…ลดเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน

แนะตรวจน้ำตาลในเลือดเองสม่ำเสมอ…ลดเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน

Posted on 11 มิถุนายน 2018 by writer

แนะตรวจน้ำตาลในเลือดเองสม่ำเสมอ…ลดเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน 

SMBG01

แพทย์เตือนผู้ป่วยเบาหวานอันตรายกว่าที่คิด ชี้ผลพวงจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานจะทำให้เส้นเลือดทั่วร่างกายเสื่อม และส่งผลกระทบกับ อวัยวะสำคัญ “สมอง-หัวใจ-ตา-ไต-เท้า” แนะตรวจวัดน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองสม่ำเสมอเป็นประจำ เพื่อนำไปสู่การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างเหมาะสม ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะพิการและเสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนลงได้

Dr.Eakalak

ข้อมูลจาก นพ.เอกลักษณ์ วโนทยาโรจน์ อายุรแพทย์โรคเบาหวาน โรงพยาบาลเทพธารินทร์  ในงานประชุมวิชาการ ประจำปี 2560 ของสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค ซึ่งบริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัดได้ร่วมจัดประชุมวิชาการการในหัวข้อ “Managing diabetes in the digital age” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับการดูแลรักษาโรคเบาหวาน ซึ่งการแนะนำคนไข้เบาหวานด้วยตรวจวัดน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการดูแลโรคเบาหวานโดยมีเภสัชกรร้านยาจากทั่วประเทศเข้าร่วมประชุมนพ.เอกลักษณ์ ได้อธิบายว่า คนที่เป็นโรคเบาหวานหากปล่อยให้น้ำตาลในเลือดสูงอยู่เป็นเวลานานจะส่งผลให้หลอดเลือดตีบตัน ดังนั้น การรักษาเบาหวานจึงมีความจำเป็นต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมน้ำตาลในเลือดสูงมีผลกระทบต่อ 5 อวัยวะสำคัญของร่างกาย คือ สมอง ตา หัวใจ ไต เท้า ทำให้เกิดโรคร่วมตามมาอีกหลายโรคไม่ว่าจะเป็น โรคหัวใจ ไตวายเรื้อรัง และโรคอัมพาต และแผลเรื้อรังที่เท้า ซึ่งเป็นผลพวงจากความเสื่อมของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ นั่นเอง โดยปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยเบาหวานส่วนใหญ่มักจะเสียชีวิตจากโรคหัวใจ

อย่างไรก็ตามโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ  ที่อาจทำให้เกิดพิการและเสียชีวิตในผู้ป่วยเบาหวานนั้น นพ.เอกลักษณ์ ให้คำแนะนำว่า สามารถป้องกันได้ขึ้นอยู่กับวินัยของผู้ป่วยในการดูแลตนเอง ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพมีกิจกรรมทางกายเป็นประจำสม่ำเสมอ พบแพทย์สม่ำเสมอตามนัด นอกจากนี้ การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง (Self-monitoring of blood glucose, SMBG) ก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการดูแลตนเองให้คนไข้เบาหวานเพราะการตรวจวัดน้ำตาลในเลือดด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คนไข้เบาหวานเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลในเลือดของตนเองที่เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น อาหาร กิจกรรมทางกาย รวมทั้งความเครียดเพื่อนำมาปรับวิธีการดำเนินชีวิตเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของตนเองซึ่งจะส่งผลต่อการลดการเกิดโรคแทรกซ้อนในที่สุด

สำหรับการตรวจระดับน้ำตาลด้วยตนเอง มีคำแนะนำจาก แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวานปี 2560 เราสามารถแบ่งกลุ่มการแนะนำการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองได้ดังนี้

  1. กลุ่มที่จำเป็นต้องเจาะถือเป็นมาตรฐานการดูแลหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือกลุ่มคนที่จะต้องคุมน้ำตาลอย่างเข้มงวด ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ที่จำเป็นต้องตรวจเป็นประจำ ต่อมาคือผู้ที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และผู้ที่มีอาการน้ำตาลต่ำจนหมดสติบ่อยครั้งหรือไม่แสดงอาการเตือนเมื่อมีน้ำตาลต่ำ เพื่อป้องกันอันตราย โดยผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1ที่ฉีดอินซูลินวันละ 4 เข็ม จำเป็นต้องเจาะน้ำตาลวันละ 4 ครั้ง เช้า-กลางวัน-เย็น-ก่อนนอน กล่าวคือ ต้อง เจาะ-นับ-ฉีด-กิน ไปอย่างนี้ในทุกวัน
  2. กลุ่มที่แนะนำให้เจาะ (recommended) เพราะมีส่วนช่วยในการดูแล ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ฉีดอินซูลิน เพื่อจะได้ปรับน้ำตาลให้พอดีกับอินซูลินที่จะฉีดเข้าร่างกาย สำหรับคำแนะนำว่าจะต้องเจาะบ่อยแค่ไหน สามารถใช้หลักง่ายๆ กล่าวคือ ผู้ป่วยฉีดอินซูลินกี่เข็ม ก็ให้เจาะเท่ากับจำนวนเข็มที่ฉีด เช่น ผู้ป่วยฉีดอินซูลินก่อนนอน ก็ควรเจาะตรวจวันละครั้งในตอนเช้า ซึ่งค่าน้ำตาลในตอนเช้าก็จะได้นำมาใช้ในการปรับอินซูลินที่ฉีดก่อนนอน ควบคู่กันไป ส่วนผู้ป่วยที่ฉีดอินซูลินชนิดผสมแบบวันละ 2 ครั้งก่อนอาหารเช้า-เย็น กลุ่มนี้จะต้องรับประทานอาหารตรงเวลาอย่างเคร่งครัด และควรรับประทานอาหารในแต่ละมื้อเท่าๆ กัน โดยแนะนำให้เจาะน้ำตาลก่อนรับประทานอาหารมื้อเช้าและเย็น หลักการง่ายๆ ก็คือ ตรวจค่าน้ำตาลตอนเช้าเพื่อใช้สำหรับปรับขนาดอินซูลินมื้อเย็นและตรวจค่าน้ำตาลตอนเย็นเพื่อใช้สำหรับปรับขนาดอินซูลินตอนเช้า
  3. กลุ่มทางเลือก (Option) ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วยเบาหวานที่กินยาเม็ดไม่ได้ฉีดยาและยังไม่สามารถคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในค่าเป้าหมายได้ แต่พร้อมที่จะเรียนรู้หลักการเพื่อปรับพฤติกรรม เพราะการเจาะน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง จะมีส่วนช่วยให้เกิดการเรียนรู้การดูแลตัวเองซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ โดยการเจาะแบบเป็นคู่ คือ เจาะก่อนและหลังรับประทานอาหาร 2 ชั่วโมงนับจากตอนเริ่มกินสิ่งที่ผู้ป่วยจะได้เรียนรู้คือ อาหารอะไรที่กินแล้วน้ำตาลจะขึ้นและไม่ขึ้น หลักคือถ้าน้ำตาลหลังอาหารไม่เกิน 180 มก./ดล. แสดงว่าอาหารเหล่านั้นกินได้ ส่วนอาหารอะไรที่กินแล้วค่าน้ำตาลสูงก็ควรหลีกเลี่ยง ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้หากมีระดับน้ำตาลที่ดีแล้ว ต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องเจาะทุกวัน เพราะรู้ว่าอาหารประเภทไหนกินได้ หรือกินไม่ได้ จะกลับมาเจาะอีกครั้งก็ต่อเมื่อไม่แน่ใจว่าอาหารที่กินในวันนั้น จะทำให้น้ำตาลสูงหรือไม่ ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็จะรู้จักวิธีอยู่กับโรคเบาหวานได้อย่างมีความสุขในที่สุดส่วนอีกกลุ่มที่น่าจะเป็นประโยชน์คือ ผู้ป่วยใหม่ที่ตั้งใจเรียนรู้ปรับพฤติกรรมเพื่อให้ผู้ป่วยได้มีส่วนร่วมในการรักษาด้วยการนำผลการตรวจมาใช้ในการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร จะช่วยให้ผู้ป่วยควบคุมน้ำตาลได้ดีขึ้น

SMBG

“แต่ทั้งนี้ นพ.เอกลักษณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในชีวิตจริงการตรวจน้ำตาลด้วยตนเองมีอุปสรรคหลายประการ มีผู้ป่วยบางรายที่ไม่ยอมเจาะเลือดสม่ำเสมอจะเจาะก็ต่อเมื่อใกล้ถึงวันนัดตรวจกับแพทย์ทำให้ผลน้ำตาลที่บันทึกไว้ไม่พอหรือไม่คงที่สำหรับปัญหาที่ผู้ป่วยไม่ยอมตรวจวัดน้ำตาลในเลือดด้วยตัวเองนี้วิเคราะห์ที่มาได้จากหลายสาเหตุ เช่น ไม่อยากเห็นตัวเลข กลัวค่าน้ำตาลสูงแล้วจะเครียด บางรายก็ไม่เห็นว่ามีความสำคัญ เพราะคิดว่าเป็นภาระเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม หรือบางรายไม่เห็นประโยชน์ของการเจาะ เพราะไม่ได้มีการชี้แจงหรือทำความเข้าใจกันอย่างถูกต้องหรือในผู้ป่วยบางรายไม่ยอมเจาะเพราะกลัวเจ็บ แต่ถ้าปล่อยให้น้ำตาลสูงอาจจะนำมาซึ่งโรคร้ายแรงต่างๆ ตรงนี้เราสามารถชี้ชวนให้ผู้ป่วยเข้าใจได้ว่าเจ็บจากโรคแทรกซ้อนเจ็บกว่าการเจาะนิ้วเยอะ ซึ่งปัจจุบันเข็มเจาะเลือดรุ่นใหม่ๆ ช่วยลดความเจ็บไปได้เยอะ ดังนั้น คงต้องฝากแพทย์ และพยาบาลช่วยแนะนำให้ความรู้และผลักดันให้ผู้ป่วยเห็นความสำคัญของการดูแลตัวเองให้มากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมและการตรวจวัดน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดผลการรักษาที่ดีขึ้นเพราะการจะรู้ได้ว่าผู้ป่วยอาการหนักมากน้อยแค่ไหน ต้องจัดยาแบบไหนจึงจะมีประสิทธิภาพและลดผลแทรกซ้อนที่จะตามมาจากโรคอื่นๆ ต้องขึ้นอยู่กับการเจาะน้ำตาลในเลือด ซึ่งการตรวจน้ำตาลแบบรายวัน จะทำให้เราเห็นผลการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนที่สุด เนื่องจากคนไข้เบาหวานนัดพบแพทย์ 3 เดือนครั้ง หากรอแพทย์ตรวจทุก 3 เดือน อาจช้าเกินไป” นพ.เอกลักษณ์ กล่าวสรุปไว้ในตอนท้าย

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ คุณบุษบา (บุษ) / คุณชลียาพันธุ์ (กิ๊ฟฟู่) โทร.02 718 3800-5 ต่อ 141 / 144 หรือ 085 803 6222

ปิดความเห็น บน แนะตรวจน้ำตาลในเลือดเองสม่ำเสมอ…ลดเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน

โรชฯ ร่วมโครงการเมืองไทยประกันชีวิต “เบาหวานเบทเทอร์แคร์”

โรชฯ ร่วมโครงการเมืองไทยประกันชีวิต “เบาหวานเบทเทอร์แคร์”

Posted on 21 พฤษภาคม 2018 by writer

โรชฯ ร่วมโครงการเมืองไทยประกันชีวิต “เบาหวานเบทเทอร์แคร์”

 DSC_2844-1_resize

นางสาวสุกัญญา สุทธิศักดิ์ศรี (ซ้ายสุด) ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ บริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องตรวจน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง ร่วมแถลงข่าวเปิดตัว “โครงการเบาหวานเบทเทอร์แคร์” ของบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต โดยมี นายสาระ ล่ำซำ (ที่ 3 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เป็นประธานแถลงข่าว ร่วมด้วย ศ.เกียรติคุณ นพ.เทพ หิมะทองคำ ผอ.รพ.เทพธารินทร์ (ที่ 4 จากซ้าย) และ ดร.นพ.ตุลวรรธนฺ พัชราภา ผู้อำนวยการปฏิบัติการ รพ.เวชธานี (ที่ 2 จากซ้าย)  เพื่อรณรงค์ให้ผู้ป่วยเบาหวานใส่ใจดูแลสุขภาพและตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจและควบคุมน้ำตาลในเลือด เพื่อลดอันตรายจากภาวะแทรกซ้อนก่อนสาย ณ อาคารเมืองไทยประกันชีวิต สำนักงานใหญ่ เมื่อเร็วๆนี้

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ คุณบุษบา (บุษ) / คุณชลียาพันธุ์ (กิ๊ฟฟู่) โทร.02 718 3800-5 ต่อ 141 / 144 หรือ 085 803 6222

ปิดความเห็น บน โรชฯ ร่วมโครงการเมืองไทยประกันชีวิต “เบาหวานเบทเทอร์แคร์”

อัพเดทองค์ความรู้การตรวจเบาหวานยุคดิจิตอล

อัพเดทองค์ความรู้การตรวจเบาหวานยุคดิจิตอล

Posted on 09 พฤษภาคม 2018 by writer

อัพเดทองค์ความรู้การตรวจเบาหวานยุคดิจิตอล

????????????????????????????????????

 นพ.เอกลักษณ์ วโนทยาโรจน์ (ที่ 5 จากซ้าย) อายุรแพทย์โรคเบาหวาน โรงพยาบาลเทพธารินทร์  เป็นวิทยากรในงานประชุมวิชาการ “Managing diabetes in the digital age” ในงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2560 สมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) ซึ่งบริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดขึ้น เพื่ออัพเดทองค์ความรู้ใหม่ๆเกี่ยวกับโรคเบาหวานและการตรวจวัดน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองในยุคดิจิตอล โดยมีเภสัชกรร้านยาจากทั่วประเทศเข้าร่วมประชุมกว่า 200 คน ณ ห้องประชุม ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค เมื่อเร็วๆ นี้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ

คุณบุษบา (บุษ) / คุณชลียาพันธุ์ (กิ๊ฟฟู่) โทร.02 718 3800-5 ต่อ 141 / 144 หรือ 085 803 6222

ปิดความเห็น บน อัพเดทองค์ความรู้การตรวจเบาหวานยุคดิจิตอล

นพ.หลักชัย วิชชาวุธ1 (1)

โรคอ้วน…รักษาด้วยการผ่าตัดนิยมกันทั่วโลก

Posted on 04 พฤษภาคม 2018 by writer

 

          มีรายงานว่า ในปี 2557 เกี่ยวกับสถานการณ์โรคอ้วนในประเทศไทย บ่งชี้ว่าคนไทย 1 ใน 3 มีน้ำหนักที่เกินมาตรฐาน หรือเป็นโรคอ้วน โดยสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศอันดับที่ 2 ในภูมิภาค Southeast Asia ที่ประชากรมีปัญหาโรคอ้วน เป็นรองเพียงประเทศมาเลเซียเท่านั้น ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวน่าเป็นห่วงเป็นอย่างมาก ซึ่งโรคอ้วนนั้นเป็นโรคที่บั่นทอนสุขภาพของคนไทย เป็นสาเหตุของโรคต่างๆที่จะตามมาอีกมากมาย อาทิ ความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง โรคข้อเข่าเสื่อม โรคเบาหวาน เป็นต้น

จากงานประชุมวิชาการครั้งที่ 29 ภาคประชาชน ของโรงพยาบาลราชวิถี ได้มีการสัมมนาให้ความรู้แก่ประชาชนในหัวข้อต่างๆ โดยหนึ่งในหัวข้อที่ได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานประชุมฯ ในครั้งนี้เป็นอย่างมากคือ การผ่าตัดรักษาโรคอ้วน โดย พญ.โชติรส อังกุระวรานนท์ นายแพทย์ชำนาญการ กลุ่มงานศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี ซึ่งมีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมงานครั้งนี้กว่า 3,000 คน

พญ.โชติรส อังกุระวรานนท์ 1

          พญ.โชติรส อังกุระวรานนท์ นายแพทย์ชำนาญการ กลุ่มงานศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี เปิดเผยว่า อุบัติการณ์โรคอ้วนในประเทศไทยปัจจุบัน มีตัวเลขที่ค่อนข้างเยอะถึง 1 ใน 3 ของจำนวนประชากร โดยกทม. มีความเสี่ยงโรคอ้วนมากกว่า ประชากรในต่างจังหวัด โดยสาเหตุหลักมาจากอาหารการกิน และการใช้ชีวิต ทำงานหนักโดยขาดการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคอ้วน โดยโรคอ้วนนั้นส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย เป็นสาเหตุการณ์เกิดโรคต่างๆ อาทิ ความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง โรคข้อเข่าเสื่อม โรคเบาหวาน เป็นต้น

ซึ่งการรักษาโรคอ้วนนั้นทำได้หลายวิธี โดยเบื้องต้นจะเริ่มจากการปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตของผู้ป่วย โดยการควบคุมอาหาร  และโภชนาการในแต่ละวัน ควบคู่กับการออกกำลังกาย ซึ่งหากการรักษาด้วยวิธีนี้ยังไม่เป็นที่พอใจ ก็จะมีการให้ยาเพื่อให้ได้ผลที่ดีขึ้น ซึ่งมีหลายเคส อาจจะไม่สามารถรักษาได้ ซึ่งวิธีสุดท้ายก็คือการผ่าตัดเพื่อรักษานับว่าเป็นการรักษาโรคอ้วนที่ดีที่สุดซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก

โดยการผ่าตัดรักษาโรคอ้วนนั้น เป็นการผ่าตัดกระเพาะอาหาร ซึ่งวิธีที่นิยมมีอยู่ 2 วิธี

  1. การผ่าตัดเพื่อจำกัดพื้นที่กระเพาะ ซึ่งทำให้กระเพาะมีขนาดเล็กลง ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอิ่มเร็วขึ้น
  2. การผ่าตัดเพื่อจำกัดพื้นที่กระเพาะและทำบายพาส เป็นการผ่าตัดแยกกระเพาะอาหารให้มีขนาดเล็กลง จากนั้นตัดแยกลำไส้เป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งมาต่อกับกระเพาะเพื่อบายพาสอาหาร

ซึ่งการรักษาด้วยการผ่าตัดจะให้ผลในระยะแรกที่ดี สามารถลดภาวะโรคอ้วนได้ แต่ในระยะยาวขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองในการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งต้องดูแลและควบคุมการกินอาหาร ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อผลที่ดีในระยะยาว และตลอดชีวิตของผู้ป่วย โดยหลังจากผ่าตัดแพทย์จะนัดดูอาการ ทุก 3-9 เดือน และหลังจากนั้นก็จะนัดเพื่อติดตามการรักษาทุกปี

นพ.หลักชัย วิชชาวุธ1 (1)

นอกจากนี้ ยังมีหัวข้อที่ได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงาน คือ ป้องกัน – ดูแล แผลเบาหวานแบบง่ายๆ ได้ที่บ้าน โดยมี นพ. หลักชัย วิชชาวุธ นายแพทย์ชำนาญการ กลุ่มงานศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี เผยว่า ปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวาน คือ… 1.การมีภาวะอ้วน หรือน้ำหนักที่มากกว่าปกติ 2.กรรมพันธุ์ 3.อายุ ถ้าอายุมากขึ้นทำให้มีโอกาสเป็นโรคเบาหวานได้ 4.ความดันโลหิตสูง  5.การรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ จำพวกน้ำตาล แป้ง และไขมันมากเกินไป 6.ขาดการออกกำลังกาย ซึ่งอาการเบื้องต้นของโรคเบาหวานสังเกตง่ายๆ คือ ปัสสาวะบ่อยทั้งกลางวัน และกลางคืน กระหายน้ำมากกว่าปกติ น้ำหนักลดลง รู้สึกอ่อนเพลียง่าย มีอาการชาที่ปลายมือและปลายเท้าและถ้ามีอาการดังกล่าวควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพื่อทำการรักษา โรคเบาหวานนอกจากจะเป็นโรคเรื้อรังที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ยากแล้ว อาจจะทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนต่างๆ ได้ ดังนั้นผู้ป่วยควรดูแลตนเองให้ดี  อาทิ ควรใส่ถุงเท้าและรองเท้าสำหรับใส่ในบ้าน รวมทั้งควรเคาะรองเท้าก่อนใส่ เพื่อป้องกันเศษต่างๆในรองเท้า และการตัดเล็บควรตัดเล็บในแนวเส้นตรง ไม่ควรตัวเล็บตามความโค้งของเล็บ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเกิดบาดแผลในส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพราะเมื่อเป็นแล้วแผลจะหายช้ากว่าปกติ ซึ่งแผลอาจเกิดอาการแทรกซ้อน นำไปสู่การติดเชื้อและลุกลามจนทำให้เนื้อเยื้อตาย และต้องตัดทิ้งได้

ดังนั้น เมื่อผู้ป่วยเบาหวานเกิดเป็นแผล ควรจะทำความสะอาดแผลด้วยสบู่ โดยใช้น้ำอุ่นหรือน้ำเกลือ และทำความสะอาดรอบๆบาดแผลด้วยความเบามือ ไม่ควรล้างแผลด้วยแอลกอฮอล์ เพราะมีฤทธิ์ในการทำลายโปรตีนในเนื้อเยื้อได้ จากนั้นเช็ดให้แห้ง ใส่ยาทำแผล และปิดแผลด้วยผ้าปิดแผลสะอาดที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว ไม่ควรใช้พลาสเตอร์ปิดแผลโดยตรง และควรทำความสะอาดแผลอย่างน้อย 2 ครั้งต่อวัน ซึ่งหากมีแผลมีอาการแดง หรือบวมขึ้นหลังจากทำแผล ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาปัจจุบันโรงพยาบาลมีผู้ป่วย โรคเบาหวานประมาณ 2 หมื่นคน รักษาหายน้อยมากส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยอ้วนที่มีระดับน้ำตาลไม่สูงมาก และกำลังรักษาประมาณ 1 หมื่น 4 พันคน

ทั้งนี้ โรงพยาบาลมีพื้นที่อำนวยความสะดวกค่อนข้างจำกัด จึงทำให้เกิดความแออัดที่ห้องตรวจอย่างมาก และขณะนี้รพ.กำลังสร้างอาคารศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลฯ เพื่อขยายพื้นที่ในการรองรับ และรักษาผู้ป่วยที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ในอนาคตเมื่ออาคารศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลฯ เสร็จก็จะสามารถเปิดรักษาผู้ป่วยได้มากขึ้น และลดระยะเวลาของการรอรับการรักษาของผู้ป่วยได้

           ดังนั้น ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมแบ่งปันน้ำใจสมทบทุนซื้อเครื่องมือแพทย์ผ่านมูลนิธิรพ.ราชวิถี บัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ สาขา รพ.ราชวิถี ประเภทบัญชี ออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 051-2-16322-1 หรือ สอบถามรายละเอียดได้ที่โทร 02–3547997-9 หรือ http://www.rajavithihospitalfoundation.org

**************************************************************

สอบถามรายละเอียดได้ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์

คุณนิรมล (แอ๊ด) โทร. 0831229066   หรือ  คุณกรธวัช (ตวง) โทร. 0860248492

ปิดความเห็น บน โรคอ้วน…รักษาด้วยการผ่าตัดนิยมกันทั่วโลก

WorldHearingDay2018

รพ.ราชวิถี จัดกิจกรรม World Hearing Day 2018 “วันการได้ยินโลก”

Posted on 27 กุมภาพันธ์ 2018 by writer

WorldHearingDay2018

โรงพยาบาลราชวิถี จัดกิจกรรม World Hearing Day 2018” “วันการได้ยินโลก” ซึ่งองค์การอนามัยโลกกำหนดให้ตรงกับวันที่ 3 มีนาคมของทุกปี  รณรงค์เพื่อกระตุ้นเตือนให้ประชากรโลกตระหนักถึงความสำคัญของการได้ยิน รู้จัก – ป้องกันการสูญเสียการได้ยิน ซึ่งทำให้มีผลต่ออาชีพการทำงาน การเรียน ฯลฯ โดยมี นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงาน และนายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์และนายแพทย์มานัส  โพธาภรณ์ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาล
ราชวิถี ให้การต้อนรับ พร้อมเสวนาให้ความรู้ “ลดเสียง ลดหูหนวก” เพื่อให้ทราบถึงการเกิดหูเสื่อมจากเสียงดัง โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ความรู้เกี่ยวกับด้านหู อาทิ นพ.ดาวิน เยาวพลกุล และนพ.สุประพล จันทพันธ์  กลุ่มศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านโสต ศอ นาสิก โรงพยาบาลราชวิถี

นอกจากนี้ มีนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันประสาทหูเสื่อมจากเสียงดัง พร้อมรับของที่ระลึก Ear Plug และบริการตรวจหู โดยโสต ศอ นาสิกแพทย์ บริการตรวจเชคเครื่องช่วยฟัง ฟรี!  ให้กับผู้ร่วมงาน
ในวันเสาร์ 3 มีนาคม 2561 ตั้งแต่เวลา 9.00 – 12.00 น. ณ  บริเวณลานหน้าห้องประชุมพญาไทชั้น11 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ  โรงพยาบาลราชวิถี

*****************************************************

สอบถามรายละเอียดได้ที่  คุณนิรมล (แอ๊ด) โทร. 083 122- 9066 //  กรธวัช  (ตวง) โทร 0860248492

ปิดความเห็น บน รพ.ราชวิถี จัดกิจกรรม World Hearing Day 2018 “วันการได้ยินโลก”

นพ.มานัส โพธาภรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี

วันการได้ยินโลก รพ.ราชวิถี

Posted on 23 กุมภาพันธ์ 2018 by writer

นพ.มานัส โพธาภรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี

เนื่องในวันการได้ยินโลกปีนี้ (3 มีค.) นพ.มานัส โพธาภรณ์ ผอ. รพ. ราชวิถี  จะจัดงาน “World Hearing Day 2018 วันการได้ยินโลก ให้กับผู้ป่วยโรคหูและประชาชนทั่วไป ร่วมรณรงค์ให้ท่านหลีกเลี่ยงสิ่งแวดล้อมที่เสียงดังเกินไป อาทิ การแสดง งานดนตรี โรงหนัง และการใช้หูฟังต่อเนื่อง พร้อมร่วมแบ่งปันน้ำใจช่วยชีวิตผู้ป่วยที่ด้อยโอกาสที่เข้าคิวรอความช่วยเหลือเป็นจำนวนมากผ่านมูลนิธิรพ.ราชวิถี ท่านที่สนใจร่วมทำบุญได้ที่บัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ สาขา รพ.ราชวิถี ประเภทบัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 051-2-16322-1 หรือ สอบถามรายละเอียดได้ที่โทร 02–3547997-9 หรือ http://www.rajavithihospitalfoundation.org

******************************************************

สอบถามรายละเอียดได้ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์: 

คุณนิรมล (แอ๊ด) โทร. 0831229066  หรือ คุณกรธวัช (ตวง) โทร. 0860248492

ปิดความเห็น บน วันการได้ยินโลก รพ.ราชวิถี

รพ.ราชวิถี จัดงานประชุมวิชาการ ครั้งที่ 29

Posted on 19 กุมภาพันธ์ 2018 by writer

โรงพยาบาลราชวิถีจัดงานประชุมวิชาโรงพยาบาลราชวิถี ครั้งที่ 29 เพื่อเผยแพร่นวัตกรรม รวมถึงเทคโนโลยีด้านการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลราชวิถี และเผยแพร่ความรู้ด้านด้านวิชาการให้กับบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงประชาชนทั่วไป ในหัวข้อต่างๆ มากมาย อาทิ การดูแลแผลเบาหวานที่บ้าน, แอปพลิเคชั่นเพื่อประชาชน:RDUความรู้เรื่องยา, “เลสิค”ทางเลือกในการแก้ไขสายตา เป็นต้น

โดยมี นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข  ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานเปิดการประชุมและนายแพทย์มานัส โพธาภรณ์ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถีเป็นผู้ต้อนรับ โดยงานประชุมวิชาการฯ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-23 กุมภาพันธ์ 2561 ตั้งแต่เวลา 9.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องประชุมชั้น11 และ12 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯโรงพยาบาลราชวิถี

และ… สำหรับประชาชนทั่วไปที่สนใจเข้าร่วมประชุมฯสามารถลงทะเบียนสำรองที่นั่งได้ที่เว็บไซต์www.rajavithi.go.thหรือสามารถลงทะเบียนหน้างานได้ในวันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์(ซึ่งจะเป็นวันประชุมสำหรับประชาชน)

 

*****************************************************

สอบถามรายละเอียดได้ที่

คุณบุษบา(บุษ) โทร 085 803 6222หรือ คุณนิรมล (แอ๊ด) โทร. 083 122- 9066

ปิดความเห็น บน รพ.ราชวิถี จัดงานประชุมวิชาการ ครั้งที่ 29

กันยายน 2018
พฤ อา
« ส.ค.    
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

RELATED SITES