Archive | ข่าว

สร้างการเรียนรู้เด็กผ่าน “Sensory Stimulation Room”  ยกระดับพัฒนาการเด็กพิเศษอย่างยั่งยืน

สร้างการเรียนรู้เด็กผ่าน “Sensory Stimulation Room” ยกระดับพัฒนาการเด็กพิเศษอย่างยั่งยืน

Posted on 25 เมษายน 2026 by writer

          การพัฒนาเด็กในช่วงปฐมวัยถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็น “จุดเริ่มต้นที่สำคัญของชีวิต” หากเด็กได้รับการส่งเสริมอย่างเหมาะสม ย่อมเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ทั้งด้านความรู้ ความคิด และการใช้ชีวิตในสังคม เด็กๆเรียนรู้โลกผ่านประสาทสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นการมองเห็น การได้ยิน การสัมผัส หรือการเคลื่อนไหว อย่างไรก็ตามยังมีเด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความต้องการด้านการเรียนรู้เป็นพิเศษ เช่นเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา และกลุ่มออทิสติก ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลและพัฒนาอย่างเหมาะสม โดยพบว่าในอดีตเด็กออทิสติกอาจพบได้น้อย แต่ปัจจุบันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับข้อมูลการศึกษาทางระบาดวิทยาในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา พบว่าความชุกเฉลี่ยประมาณ 4.8 คนต่อประชากร 2,000 คน

002_resize

          ทั้งนี้ ข้อมูลจากกลุ่มงานฟื้นฟูสมรรถภาพ สถาบันราชานูกุล ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้บริการทางด้านกิจกรรมบำบัดในเด็กที่มีปัญหาด้านสติปัญญาและพัฒนาการล่าช้า มีผู้ที่ภาวะออทิสติกเพิ่มขึ้น จำนวนเฉลี่ยเดือนละ 30 ราย ซึ่งเด็กที่มีภาวะออทิสติกจะมีปัญหาหลักๆ ด้วยกัน 3 ด้าน ได้แก่ 1.) พัฒนาทางภาษาล่าช้า 2.) พัฒนาทางสังคมช้า และ3.) พฤติกรรมซ้ำที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กออทิสติก (รายงานวิจัยเรื่อง “ผลของการบำบัดรักษาทางกิจกรรมบำบัดโดยใช้เทคนิค สโนซีเล็น ที่มีต่อการลดพฤติกรรมซ้ำในเด็กออทิสติกของสถาบันราชานุกูล, 2554 ) และเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา มักเผชิญกับภาวะความผิดปกติของการบูรณาการประสาทสัมผัส ซึ่งส่งผลต่อการควบคุมอารมณ์ สมาธิ และพฤติกรรมการเรียนรู้  “ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กพิเศษคือ ปัญหาการบกพร่องทางการทำงานของสมองด้านประสาทสัมผัสทั้ง 7 (มองเห็น, ได้ยิน, สัมผัส, ได้กลิ่น, รับรส, ทรงตัว, ข้อต่อ) ซึ่งเปรียบได้ว่าเป็นฐานอันดับล่างสุดของการพัฒนาศักยภาพเด็กที่มีความบกพร่อง ส่งผลให้เด็กไม่สามารถพัฒนาไปสู่ขั้นต่อไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ส่งผลออกมาในด้านการแสดงออก การควบคุมอารมณ์ และการเคลื่อนไหวได้” (น.ส.กนกนุช ป้อมน้อย: การออกแบบพื้นที่ปรับสภาพแวดล้อมเพื่อกระตุ้นการรับรู้ประสาทสัมผัสของเด็กพิเศษ(กรณีศึกษาโรงเรียนอนุบาลรัตนบุรี จ.สุรินทร์) 2561)

          โดยเด็กในกลุ่มนี้มี ต้องการการเรียนรู้ที่แตกต่างออกไปจากเด็กปกติทั่วๆไป เพื่อให้เกิดการเริ่มต้นพัฒนาอย่างถูกวิธีตั้งแต่ต้นก็จะสามารถช่วยให้เขาได้พัฒนาได้ดียิ่งขึ้น ทั้งด้านสมาธิ อารมณ์ และพฤติกรรมการเรียนรู้ในระยะยาวต่อไป และด้วยความจำเป็นและความต้องการที่แตกต่าง “ห้อง Sensory Stimulation Room” จึงเกิดขึ้นโดยโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ซึ่งเปิดสอนในระดับชั้นประถมศึกษาถึงระดับชั้นมัธยมศึกษา

ครูต่าย -วรรณวนัช กันพรม_resize

          นางสาววรรณวนัช กันพรม ผู้จัดการโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ เผยถึงความสำคัญและความจำเป็นของห้อง “Sensory Stimulation Room” หรือห้องกระตุ้นประสาทสัมผัสต่างๆ ของเด็ก เช่น การมองเห็น แสง สี การฟังเสียง การสัมผัสเนื้อผิวต่างๆ รวมถึงการเคลื่อนไหวของร่างกาย โดยใช้อุปกรณ์เฉพาะทางที่ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการเล่นและประสบการณ์ตรง ทั้งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยส่งเสริมพัฒนาการเด็กในหลายด้าน โดยเฉพาะสำหรับเด็กที่มีปัญหาเรื่องพัฒนาการล่าช้า หรือความต้องการพิเศษ ผ่านการเล่นที่สนุก การเล่นของเล่นต่างๆ  อุปกรณ์กระตุ้นประสาทสัมผัส และอุปกรณ์ฝึกทักษะการทรงตัว  ในกิจกรรมทั้งหมดนี้อยู่ภายในกรอบของ Sensory Integration โดยนักกิจกรรมบำบัดจะจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นให้เด็กๆ ทำกิจกรรมด้วยตนเองให้มากที่สุด ออกแบบสภาพแวดล้อมให้เป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ที่เด็กสามารถเรียนรู้ผ่านการเล่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ สู่การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้

001_resize

          พร้อมกันนี้ ห้องกระตุ้นประสาทสัมผัส (Sensory Stimulation Room) มีความสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กพิเศษอย่างรอบด้าน ทั้งการกระตุ้นการเรียนรู้และสมาธิ ช่วยให้เด็กสามารถจดจ่อและเข้าใจสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น การฝึกควบคุมตนเองและจัดการอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม ตลอดจนการพัฒนาทักษะด้านร่างกายและภาษา ทั้งกล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ การทรงตัว และการสื่อสาร นอกจากนี้ ยังเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้เด็กเกิดความผ่อนคลาย ลดพฤติกรรมก้าวร้าว และเป็น พื้นที่ปลอดภัย” (Safe Zone) สำหรับการเรียนรู้ ปัจจุบันห้องดังกล่าวจะรองรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษในความดูแลของโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ จำนวน 170 คน โดยเด็กๆ จะได้เรียนรู้ผ่านอุปกรณ์มาตรฐานที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 7 ด้าน ควบคู่กับกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างการรับรู้ การควบคุมอารมณ์ และพัฒนาการทางร่างกายอย่างเหมาะสม อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ สร้างความสนุกสนาน และเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่สงบและปลอดภัย ที่เป็นพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาเด็กอย่างยั่งยืน

และยังได้รับเกียรติจากเซเลปสาวที่มีจิตกุศล ได้ช่วยเหลือเด็กพิเศษเหล่านี้เสมอมา…

คุณน้ำอบ-1_resize

          คุณน้ำอบ – ม.ล. อรณิช กิติยากร กล่าวถึงความสำคัญของการให้ว่า อาจเริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ แต่สามารถเปลี่ยนชีวิตใครบางคนได้อย่างยิ่งใหญ่ น้ำอบขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสนับสนุนการสร้างห้องกระตุ้นประสาทสัมผัส (Sensory Stimulation Room) นี้เพื่อให้น้องๆเด็กพิเศษได้มีพื้นที่ในการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพอย่างเหมาะสม เพราะทุกโอกาสที่เรามอบให้ คือก้าวสำคัญของอนาคตพวกเขา เชื่อว่าเด็กทุกคนควรได้รับโอกาสในการเติบโตอย่างเท่าเทียม ห้องพัฒนาการเด็กพิเศษจึงเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นสำคัญ ที่จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการ ทักษะและความมั่นใจให้กับเด็กๆ ขอเป็นอีกหนึ่งเสียงในการเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการให้ เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าไปพร้อมกันนะคะ”

Room-1_resize

          ทั้งนี้ โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน ร่วมเป็นพลังสำคัญในการ “เปลี่ยนโอกาสเล็กๆ ให้กลายเป็นอนาคตที่ยิ่งใหญ่” ของน้องๆ ร่วมบริจาคเงินพัฒนาห้อง Sensory Stimulation Room  หรือสิ่งของจำเป็นต่างๆ ได้ที่ ธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี “โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์” หรือผ่านระบบ e-Donation ซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 092-739-0990

“เพราะทุกการให้ของคุณ…คือพลังที่ทำให้เด็กพิเศษได้เติบโตอย่างยั่งยืนและเท่าเทียม”

ปิดความเห็น บน สร้างการเรียนรู้เด็กผ่าน “Sensory Stimulation Room” ยกระดับพัฒนาการเด็กพิเศษอย่างยั่งยืน

9340_0-1 ok_resize

สยามโกลบอลเฮ้าส์ สนับสนุนโอกาสดีๆให้น้องๆ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์

Posted on 11 เมษายน 2026 by writer

9340_0-1 ok_resize

         นางสาวกชพรรณ สืบสมบัติ รองผู้อำนวยการฝ่ายขาย สาขาชลบุรี (ที่3จากซ้าย) บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โกลบอลเฮ้าส์” ผู้นำศูนย์รวมวัสดุก่อสร้างและของตกแต่งบ้านแบบครบวงจร มอบการสนับสนุนเพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กพิเศษ โดยมีนางสาววรรณวนัช กันพรม (ยืนขวาสุด) ผู้จัดการ โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ เป็นผู้รับมอบ เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอน รวมถึงการยกระดับสภาพแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของนักเรียนให้มีความเหมาะสมให้กับน้องๆ ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติก ช่วยเติมเต็มโอกาส สร้างรอยยิ้มและส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้กับเด็กพิเศษ
ณ โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ จ.ชลบุรี  เมื่อเร็วๆนี้

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมสนับสนุนช่วยเหลือน้องๆเด็กพิเศษ ผ่านการบริจาคเงินหรือสิ่งของจำเป็น ได้ที่ธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ หรือผ่านระบบ
e donation โดยสามารถนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 092 739 0990

ปิดความเห็น บน สยามโกลบอลเฮ้าส์ สนับสนุนโอกาสดีๆให้น้องๆ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์

“อาชีวะอาสา” ว.การอาชีพบ้านแพ้ว จับมือ ชลิต อินดัสทรีฯ ตรวจรถฟรี! ลดอุบัติเหตุสงกรานต์ 7 วันอันตราย 10–16 เม.ย. 69

“อาชีวะอาสา” ว.การอาชีพบ้านแพ้ว จับมือ ชลิต อินดัสทรีฯ ตรวจรถฟรี! ลดอุบัติเหตุสงกรานต์ 7 วันอันตราย 10–16 เม.ย. 69

Posted on 09 เมษายน 2026 by writer

S__127631377_0-1_resize

          แม้บรรยากาศเทศกาลสงกรานต์ปีนี้อาจไม่คึกคักเท่าทุกปี จากปัจจัยราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นและภาวะเศรษฐกิจ แต่ยังคงเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่คนไทยจำนวนมากเตรียมเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม การจราจรที่หนาแน่นในช่วงเทศกาลยังคงมาพร้อมความเสี่ยงด้านอุบัติเหตุบนท้องถนน

          เพื่อร่วมรณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนน บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนยางอะไหล่รถยนต์ ภายใต้แบรนด์ “POP” จัดโครงการ “ชลิต อินดัสทรี ขับขี่ปลอดภัย ตรวจเช็คก่อนสตาร์ท” ชวนประชาชนเช็กรถก่อนเดินทาง สงกรานต์กลับบ้านปลอดภัย พร้อมสนับสนุนกิจกรรม “อาชีวะ-ขนส่งอาสาช่วยประชาชน เทศกาลสงกรานต์ 2569” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

DSC_1242_resize

          ในปีนี้ บริษัทฯ ได้ร่วมสนับสนุนโครงการ “อาชีวะ-ขนส่งอาสาช่วยประชาชน เทศกาลสงกรานต์ 2569”  ซึ่งดำเนินการโดยวิทยาลัยการอาชีพบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร  ภายใต้ความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และกรมการขนส่งทางบก เพื่อให้บริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์และรถจักรยานยนต์เบื้องต้นให้แก่ประชาชน ฟรี! พร้อมทีมช่างอาสาและบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน เพื่อลดความเสี่ยงอุบัติเหตุในช่วง 7 วันอันตราย  เปิดให้บริการทุกวันระหว่างวันที่ 10–16 เมษายน 2569 เวลา 06.00–18.00 น. ณ สถานีบริการน้ำมัน ปตท.บ้านแพ้ว กม.17 แยกกระโจม ต.บ้านแพ้ว อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร

นายชวิศ ยงเห็นเจริญ_resize

          โอกาสนี้ นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ได้มอบวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการตรวจซ่อมบำรุงรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เพื่อสนับสนุนโครงการ “อาชีวะ-ขนส่งอาสา รณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569” โดยมี นายฐิติปกรณ์ ภคุโล ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพบ้านแพ้ว เป็นผู้รับมอบ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ครู และตัวแทนนักเรียน นักศึกษา ณ ห้องประชุมอาคารวิทยบริการ วิทยาลัยการอาชีพบ้านแพ้ว

นายฐิติปกรณ์ ภคุโล_resize

          นายฐิติปกรณ์ ภคุโล เปิดเผยว่า วิทยาลัยฯ ได้นำนักเรียน นักศึกษาสาขาช่างยนต์ ร่วมเป็นทีมช่างอาสา ให้บริการตรวจสภาพรถยนต์และรถจักรยานยนต์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมซ่อมแซมเบื้องต้นในกรณีฉุกเฉิน ภายใต้การดูแลของอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ ภายในจุดบริการ มีบริการตรวจเช็ครถ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมแซมเบื้องต้น ให้คำแนะนำเส้นทาง เพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนตลอดช่วง 7 วันอันตรายเทศกาลสงกรานต์  ซึ่งนอกจากช่วยเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนแล้ว ยังเป็นการช่วยเสริมสร้างทักษะวิชาชีพ ประสบการณ์จริงและปลูกฝังจิตสำนึกจิตอาสาให้กับนักเรียน นักศึกษา อาชีวะอาสาอีกด้วย

          ด้าน นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กล่าวว่า บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ไทยมมากว่า 30 ปี ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสังคมควบคู่กับธุรกิจ โดยโครงการ “ชลิต อินดัสทรี ขับขี่ปลอดภัย ตรวจเช็คก่อนสตาร์ท” มุ่งส่งเสริมการขับขี่ปลอดภัย ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุในช่วงที่มีการเดินทางจำนวนมาก จึงขอเชิญชวนประชาชนเข้ารับบริการตรวจเช็ครถฟรี เพื่อให้ทุกการเดินทางช่วงสงกรานต์เป็นไปอย่างปลอดภัย

7-ขับขี่ปลอดภัย-1_resize

          สำหรับจุดบริการ “อาชีวะ-ขนส่งอาสาช่วยประชาชน เทศกาลสงกรานต์ 2569”  ของวิทยาลัยการอาชีพบ้านแพ้ว ตั้งอยู่บริเวณสถานีบริการน้ำมัน ปตท.บ้านแพ้ว กม.17 แยกกระโจม ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมต่อสำคัญระหว่างถนนพระราม 2 และถนนเพชรเกษม มุ่งหน้าสู่จังหวัดนครปฐม ราชบุรี และเพชรบุรี โดยเป็นหนึ่งในกว่า 150 จุดบริการทั่วประเทศ ภายใต้ความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และกรมการขนส่งทางบก โดยประชาชนสามารถเข้ารับบริการได้ระหว่างวันที่ 10–16  เมษายน 2569 ณ จุดบริการใกล้เคียงทั่วประเทศ

ปิดความเห็น บน “อาชีวะอาสา” ว.การอาชีพบ้านแพ้ว จับมือ ชลิต อินดัสทรีฯ ตรวจรถฟรี! ลดอุบัติเหตุสงกรานต์ 7 วันอันตราย 10–16 เม.ย. 69

น้ำมันแพงต้องวางแผน! แนะขับทางไกลให้ประหยัด-ปลอดภัย

น้ำมันแพงต้องวางแผน! แนะขับทางไกลให้ประหยัด-ปลอดภัย

Posted on 08 เมษายน 2026 by writer

วางแผนเติมน้ำมัน 02_resize

          ช่วงเทศกาลสงกรานต์ถือเป็นฤดูกาลแห่งการเดินทางของคนไทย หลายครอบครัวเลือกใช้รถยนต์ส่วนตัวเพื่อกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวต่างจังหวัด อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น การขับรถทางไกลในปัจจุบันจึงไม่ใช่เพียงเรื่องความสะดวกสบายเท่านั้น หากยังต้องคำนึงถึงทั้ง “ความประหยัดน้ำมัน” และ “ความปลอดภัย” เพื่อให้การเดินทางราบรื่นตลอดเส้นทาง ผู้ขับขี่จึงควรเตรียมความพร้อมของรถก่อนออกเดินทาง และปรับพฤติกรรมการขับขี่ เพื่อลดค่าใช้จ่ายและลดความเสี่ยงรถเสียระหว่างการเดินทาง

          ข้อมูลจาก นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์มาตรฐานสากลฝีมือคนไทย ภายใต้แบรนด์ “POP” ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมากกว่า 30 ปี เปิดเผยว่า ปัญหาที่มักพบในช่วงเดินทางเทศกาลสงกรานต์คือ สภาพการจราจรติดขัดต่อเนื่อง ส่งผลให้เครื่องยนต์ทำงานหนัก เกิดความร้อนสะสมสูง ขณะเดียวกันผู้ขับขี่ก็มีโอกาสเกิดความเหนื่อยล้า ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านความปลอดภัยโดยตรง

POP-6-1_resize

ดังนั้น การเตรียมรถให้พร้อมและวางแผนการเดินทางล่วงหน้า จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดทั้งความเสี่ยงและต้นทุน โดยเฉพาะในยุคน้ำมันแพง การวางแผนเส้นทางและตรวจเช็กรถก่อนออกเดินทาง จะช่วยให้การเดินทางมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีคำแนะนำเบื้องต้น เมื่อต้องขับรถทางไกล ยุคน้ำมันแพง ดังนี้

  1. เช็กรถก่อนเดินทาง ลดเสี่ยงรถเสียกลางทาง สิ่งสำคัญที่สุด คือเตรียมรถให้พร้อม ควรตรวจสอบระบบพื้นฐานของรถให้ครบถ้วน โดยเฉพาะระบบเบรก เช่น ผ้าเบรก น้ำมันเบรก รวมถึงแบตเตอรี่ น้ำมันเครื่อง ระบบไฟส่องสว่าง และระบบหล่อเย็น เพื่อให้มั่นใจว่ารถพร้อมใช้งานจริง ทั้งนี้ สาเหตุหลักของรถเสียระหว่างทางมักเกิดจากการขาดการบำรุงรักษา โดยเฉพาะระบบหล่อเย็น แบตเตอรี่ และยางรถยนต์
  2. ขับรถด้วยความเร็วคงที่ ช่วยประหยัดน้ำมันมากขึ้น หลีกเลี่ยงการเร่ง-เบรกกระชาก การขับรถด้วยความเร็วสม่ำเสมอประมาณ 80–100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานมีประสิทธิภาพและใช้น้ำมันอย่างคุ้มค่า ลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง  ขณะที่การเร่งหรือเบรกกะทันหันบ่อยครั้ง จะทำให้รถกินน้ำมันเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น
  3. ลดน้ำหนักสัมภาระ ไม่บรรทุกเกินจำเป็น ผู้ขับขี่ทางไกลควรลดน้ำหนักสัมภาระที่ไม่จำเป็น เพราะรถที่บรรทุกสัมภาระมากเกินไป จะทำให้เครื่องยนต์ต้องทำงานหนัก ส่งผลให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น จึงควรจัดสัมภาระเท่าที่จำเป็น และหลีกเลี่ยงการวางสัมภาระบนหลังคารถ เนื่องจากจะเพิ่มแรงต้านลม
  4. วางแผนเส้นทางล่วงหน้า เลี่ยงรถติด ผู้ขับขี่ควรวางแผนการเดินทาง และศึกษาเส้นทางให้ดีก่อนออกเดินทาง และเลือกเส้นทางที่ลดการจราจรติดขัด การศึกษาสภาพการจราจรล่วงหน้าจะช่วยลดการติดขัดบนท้องถนน โดยผู้ขับขี่สามารถใช้แอปพลิเคชันนำทาง เช่น Google Maps เพื่อเลือกเส้นทางที่เหมาะสมและหลีกเลี่ยงจุดที่มีการจราจรหนาแน่น จะช่วยลดเวลาและประหยัดน้ำมัน
  5. ตรวจสภาพยางและลมยางให้เหมาะสม ยางรถยนต์มีผลโดยตรงต่อทั้งความปลอดภัยและการประหยัดน้ำมัน ควรตรวจสอบดอกยางให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน และเติมลมยางตามค่ามาตรฐาน ลมยางที่เหมาะสมช่วยลดแรงต้าน และดอกยางที่ดีช่วยการยึดเกาะถนน ส่วนลมยางที่อ่อนเกินไปจะเพิ่มแรงต้าน ทำให้รถกินน้ำมันมากขึ้นและยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการสึกหรอของยางเร็วกว่าปกติดังนั้น ควรตรวจเช็กลมยางให้เหมาะสมตามค่ามาตรฐานก่อนเดินทางทุกครั้ง
  6. วางแผนเติมน้ำมันให้เพียงพอ ผู้ขับขี่ทางไกลควรเติมน้ำมันให้เต็มถังก่อนออกเดินทาง และไม่ปล่อยให้น้ำมันอยู่ในระดับต่ำเกินไป โดยควรเติมเมื่อน้ำมันเหลือประมาณ 1/4 ถัง แต่ในปัจจุบันในยุคที่น้ำมันแพงและอาจขาดแคลน หรือมีปั๊มน้ำมันไม่เพียงพอในบางพื้นที่ ผู้ขับขี่ควรเติมเมื่อน้ำมันเริ่มพร่องถัง เพื่อช่วยให้การเดินทางราบรื่นไม่สะดุด และหากเกิดเหตุฉุกเฉินน้ำมันใกล้หมดถัง ควรรีบวางแผนหาปั๊มใกล้ที่สุด ไม่ควรฝืนขับจนน้ำมันหมดถัง เพราะอาจส่งผลกระทบต่อระบบเชื้อเพลิงและความปลอดภัย
  7. ในกรณีฉุกเฉิน หากรถเสียระหว่างทาง ควรจอดรถในจุดที่ปลอดภัย เปิดไฟฉุกเฉิน และตั้งป้ายเตือนให้รถคันอื่นมองเห็นได้ชัด หลีกเลี่ยงการจอดในจุดอับสายตาหรือทางโค้ง และไม่ควรซ่อมรถเองหากไม่มีความพร้อม นอกจากนี้ ควรมีอุปกรณ์ฉุกเฉินติดรถ เช่น สายพ่วงแบตเตอรี่ ไฟฉาย ป้ายสะท้อนแสง ยางอะไหล่ และเบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉิน

DSC_3101-1_resize

          นายชวิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเดินทางไกลในช่วงเทศกาลให้ปลอดภัย  ควรเริ่มต้นตั้งแต่การเตรียมรถให้พร้อม วางแผนเส้นทางล่วงหน้า และปรับพฤติกรรมการขับขี่ให้เหมาะสม เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้การเดินทางราบรื่น ประหยัด และปลอดภัยตลอดเส้นทาง

          “การเดินทางที่ดีไม่ใช่แค่ไปถึง แต่ต้องปลอดภัยและคุ้มค่า การเตรียมตัวล่วงหน้าช่วยลดทั้งความเสี่ยงและค่าใช้จ่าย ชลิต อินดัสทรีฯ ในฐานะผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี มุ่งพัฒนาชิ้นส่วนยานยนต์คุณภาพ เพื่อเสริมความมั่นใจในทุกการเดินทาง ชิ้นส่วน POP ของเราอาจไม่ได้อยู่ในรถของคุณ แต่เราอยู่ใต้รถของคุณเสมอ ทุกชิ้นส่วนถูกออกแบบเพื่อให้รถพร้อมใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ” นายชวิศ กล่าว

6 ลดน้ำหนักสัมภาระ 02_resize

          ทั้งนี้ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ยังคงเดินหน้าพัฒนาและผลิตชิ้นส่วนยานยนต์คุณภาพสูง ภายใต้แบรนด์ “POP” อย่างต่อเนื่อง โดยมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 6,000 รายการ อาทิ ยางรองแท่นเครื่อง เพลากลาง กันฝุ่นเพลาขับ และบู๊ชปีกนก ครอบคลุมการใช้งานตั้งแต่รถยนต์ส่วนบุคคลไปจนถึงรถเพื่อการพาณิชย์ โดยผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ร้านอะไหล่รถยนต์ชั้นนำ ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ  หรือเว็บไซต์ https://chalitindustry.com  โทร. 02-802-6400 และอีเมล info@chalitindustry.com

ปิดความเห็น บน น้ำมันแพงต้องวางแผน! แนะขับทางไกลให้ประหยัด-ปลอดภัย

Digital CEO รุ่นที่ 9 เรียนรู้ผ่านองค์กรชั้นนำระดับโลก PwC Thailand อัปเดตมุมมองและเทคโนโลยีดิจิทัล

Digital CEO รุ่นที่ 9 เรียนรู้ผ่านองค์กรชั้นนำระดับโลก PwC Thailand อัปเดตมุมมองและเทคโนโลยีดิจิทัล

Posted on 24 มีนาคม 2026 by writer

DSC_7890_resize

         สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) โดย ดร.จักกนิตต์ คณานุรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการพัฒนากำลังคนดิจิทัล และผศ.(พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ ที่ปรึกษาหลักสูตรฯ นำคณะผู้อบรมหลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital CEO) รุ่นที่ 9 เรียนรู้ผ่านองค์กรชั้นนำระดับโลก PwC Thailand พร้อมเสริมองค์ความรู้จากวิทยากรชั้นนำ เพื่ออัปเดตเทรนด์ให้แก่ผู้นำยุคดิจิทัล ณ อาคารบางกอกซิตี้ทาวเวอร์ ถนนสาทรใต้ เมื่อเร็วๆนี้

DSC_7915_resize

         ในการนี้ คุณพิสิฐ ทางธนกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด (PwC Thailand) ได้มาต้อนรับผู้อบรมหลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลรุ่นที่ 9 พร้อมบรรยายพิเศษเรื่อง “29th Global CEO Survey : Leading through uncertainty in the age of AI” ต่อด้วยการบรรยาย “กลยุทธ์การพัฒนาคนในองค์กรรองรับยุคดิจิทัล” โดย ดร.ภิรตา ภักดีสัตยพงศ์ หุ้นส่วนสายงานที่ปรึกษา บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ในหัวข้อ “Navigating Global and Thailand Sustainability and Climate Opportunities” โดย คุณชยาธร ฉันท์เรืองวณิชย์ หุ้นส่วน PwC Thailand

         ดร.ภิรตา ภักดีสัตยพงศ์ หุ้นส่วนที่ปรึกษา บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (PwC) ให้ข้อมูลว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ไม่ได้เป็นเพียงคำศัพท์ทางเทคโนโลยีที่ไกลตัวอีกต่อไป หากแต่ได้แทรกซึมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการทำงานของคนไทยอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ระบบอัตโนมัติในโรงงาน เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลในสำนักงาน ไปจนถึง Generative AI ที่ช่วยเขียน คิด และออกแบบงานได้ในเวลาไม่กี่วินาที การเปลี่ยนแปลงนี้สร้างทั้ง “ความหวัง” และ “ความกังวล” ควบคู่กันไป ซึ่งสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนในรายงาน ผลสำรวจความหวังและความกังวลของกำลังแรงงานไทย ประจำปี 2568 ของ PwC โดยรายงานฉบับนี้เก็บข้อมูลจากแรงงานไทยกว่า 1,000 คน ครอบคลุมทุกช่วงวัยและระดับตำแหน่งงาน ภาพรวมที่ปรากฏคือ แรงงานไทยมีทัศนคติเชิงบวกต่อ AI มากกว่าที่หลายฝ่ายคาดคิด แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีความไม่แน่นอนและแรงกดดันซ่อนอยู่ใต้กระแสการเปลี่ยนผ่านสู่โลกการทำงานยุคใหม่

DSC_7959_resize

         หนึ่งในประเด็นสำคัญของรายงานคือ การเติบโตอย่างรวดเร็วของการใช้งาน Generative AI ในที่ทำงาน แรงงานไทยที่ใช้ GenAI เป็นประจำทุกวันเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่กลุ่มที่ใช้งานเพียงเป็นครั้งคราวลดลง สะท้อนให้เห็นว่า AI กำลังเปลี่ยนสถานะจากเทคโนโลยีทดลอง มาเป็นเครื่องมือทำงานหลักในหลายองค์กร

         แรงงานจำนวนมากยอมรับว่า AI ช่วยยกระดับคุณภาพของงาน เพิ่มประสิทธิภาพ ลดเวลาในการทำงานซ้ำซ้อน และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้งาน AI เป็นประจำทุกวัน ซึ่งเกือบทั้งหมดระบุว่าเห็นผลลัพธ์เชิงบวกอย่างชัดเจน นี่คือสัญญาณว่าคนทำงานไทยไม่ได้เพียง “ตามทัน” เทคโนโลยี แต่กำลังเรียนรู้ที่จะใช้มันเป็นแต้มต่อในการแข่งขัน

         อย่างไรก็ตาม การใช้งาน AI ในรูปแบบที่ก้าวหน้ากว่านั้น เช่น AI agents ซึ่งสามารถตัดสินใจและทำงานได้อย่างอิสระ ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น องค์กรจำนวนมากยังคงทดลองและประเมินความเสี่ยง ทำให้การนำมาใช้อย่างเต็มรูปแบบยังไม่แพร่หลาย

         แม้แรงงานไทยส่วนใหญ่จะรู้สึกตื่นเต้นและกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ AI มากกว่ารู้สึกกังวลหรือสับสน แต่รายงานก็ชี้ให้เห็นความแตกต่างที่สำคัญระหว่างกลุ่มแรงงาน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาตามระดับตำแหน่งงาน

DSC_7921_resize

         แรงงานระดับเริ่มต้นจำนวนไม่น้อยยังรู้สึกกังวลว่า AI อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในอาชีพ ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงจำนวนมากเชื่อว่า AI จะลดจำนวนงานในระดับเริ่มต้นในอนาคต ช่องว่างทางมุมมองนี้สะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานไทย กล่าวคือ แม้เทคโนโลยีจะสร้างโอกาสใหม่ แต่หากไม่มีการเตรียมความพร้อมอย่างทั่วถึง ก็อาจขยายความเหลื่อมล้ำในที่ทำงานให้รุนแรงขึ้น

         ในอีกด้านหนึ่ง แรงงานไทยจำนวนมากยังต้องเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านทักษะ ความคาดหวังในการทำงาน และภาระทางการเงิน แม้กว่าครึ่งจะได้รับการขึ้นเงินเดือนในปีที่ผ่านมา แต่ยังมีแรงงานจำนวนมากที่รายได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ และรู้สึกตึงเครียดทางการเงินอย่างต่อเนื่อง

         จุดแข็งที่น่าสนใจของประเทศไทยคือ ระดับความเชื่อมั่นของพนักงานต่อผู้บริหารและผู้จัดการ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ แรงงานไทยจำนวนมากรู้สึกว่าสามารถสื่อสารกับหัวหน้างานได้อย่างเปิดเผย และเชื่อว่าผู้นำใส่ใจต่อความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน

DSC_7977_resize

         อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะคงอยู่ได้โดยอัตโนมัติ เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ผู้นำองค์กรจำเป็นต้องแสดงความโปร่งใสในการนำเทคโนโลยีมาใช้ ตั้งแต่การออกแบบระบบ การกำกับดูแล ไปจนถึงความปลอดภัยของข้อมูล หากองค์กรละเลยมิติด้านจริยธรรมและความรับผิดชอบ ความไว้วางใจที่สะสมมาอาจสั่นคลอนได้ง่าย

ทักษะ อนาคต และคำถามที่ต้องตอบร่วมกัน

         รายงานของ PwC สะท้อนว่าแรงงานไทยจำนวนมากรู้สึกว่าสามารถควบคุมผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่องานของตนได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมีคนอีกกลุ่มที่รู้สึกว่าตนเองแทบไม่มีอำนาจต่อรอง การลงทุนในการยกระดับทักษะ การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการสร้างระบบสนับสนุนที่เข้าถึงได้ จึงไม่ใช่เพียง “สวัสดิการเสริม” แต่เป็นหัวใจของความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

         ท้ายที่สุด การมาถึงของ AI ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยี หากแต่เป็นเรื่องของ “คน” และ “การออกแบบอนาคตการทำงาน” คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า AI จะมาแทนที่มนุษย์หรือไม่ แต่คือ เราจะทำอย่างไรให้แรงงานไทยทุกกลุ่มสามารถเติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยีได้อย่างมั่นคง เป็นธรรม และยั่งยืน

DSC_8679

         ในโลกที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าจะรอใคร การสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรม ความเป็นอยู่ที่ดี และความไว้วางใจ อาจเป็นคำตอบสำคัญที่สุดของตลาดแรงงานไทยในทศวรรษข้างหน้า สามารถอ่านรายงานได้ที่ https://www.pwc.com/th/en/research-and-insights/hopes-and-fears-2025-th.html

         นอกจากนี้ ยังมีวิทยากรชั้นนำมาร่วมอัปเดตความรู้ให้แก่เหล่าผู้นำยุคดิจิทัล โดยมี คุณอรอุมา มั่นศิลป์  ผู้บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท เนชั่นแนล ดิจิทัล ไอดี จำกัด บรรยาย “NDID: Digital Identity for All” ต่อด้วยหัวข้อ “Next Generation Digital ID” โดย คุณปกรณ์ ลี้สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟีนีม่า จำกัด และปิดท้ายอย่างเข้มข้นในหัวข้อ “Quantum Computing: The New Frontier” โดย ดร.จิรวัฒน์ ตั้งปณิธานนท์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ควอนตัม เทคโนโลยี ฟาวเดชั่น (ประเทศไทย) จำกัด

         depa มุ่งยกระดับศักยภาพผู้นำไทย เพื่อขับเคลื่อนองค์กร สังคม และประเทศชาติด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างรอบด้าน

ปิดความเห็น บน Digital CEO รุ่นที่ 9 เรียนรู้ผ่านองค์กรชั้นนำระดับโลก PwC Thailand อัปเดตมุมมองและเทคโนโลยีดิจิทัล

Digital CEO รุ่นที่ 9 เรียนรู้ผ่านองค์กรชั้นนำระดับโลก PwC Thailand อัปเดตมุมมองและเทคโนโลยีดิจิทัล

Digital CEO รุ่นที่ 9 เรียนรู้ผ่านองค์กรชั้นนำระดับโลก PwC Thailand อัปเดตมุมมองและเทคโนโลยีดิจิทัล

Posted on 20 มีนาคม 2026 by writer

            สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) โดย ดร.จักกนิตต์ คณานุรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการพัฒนากำลังคนดิจิทัล และผศ.(พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ ที่ปรึกษาหลักสูตรฯ นำคณะผู้อบรมหลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital CEO) รุ่นที่ 9 เรียนรู้ผ่านองค์กรชั้นนำระดับโลก PwC Thailand พร้อมเสริมองค์ความรู้จากวิทยากรชั้นนำ เพื่ออัปเดตเทรนด์ให้แก่ผู้นำยุคดิจิทัล ณ อาคารบางกอกซิตี้ทาวเวอร์ ถนนสาทรใต้ เมื่อเร็วๆนี้

DSC_7890_resize

            ในการนี้ คุณพิสิฐ ทางธนกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด (PwC Thailand) ได้มาต้อนรับผู้อบรมหลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลรุ่นที่ 9 พร้อมบรรยายพิเศษเรื่อง “29th Global CEO Survey : Leading through uncertainty in the age of AI” ต่อด้วยการบรรยาย “กลยุทธ์การพัฒนาคนในองค์กรรองรับยุคดิจิทัล” โดย ดร.ภิรตา ภักดีสัตยพงศ์ หุ้นส่วนสายงานที่ปรึกษา บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ในหัวข้อ “Navigating Global and Thailand Sustainability and Climate Opportunities” โดย คุณชยาธร ฉันท์เรืองวณิชย์ หุ้นส่วน PwC Thailand

            ดร.ภิรตา ภักดีสัตยพงศ์ หุ้นส่วนที่ปรึกษา บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (PwC) ให้ข้อมูลว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ไม่ได้เป็นเพียงคำศัพท์ทางเทคโนโลยีที่ไกลตัวอีกต่อไป หากแต่ได้แทรกซึมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการทำงานของคนไทยอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ระบบอัตโนมัติในโรงงาน เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลในสำนักงาน ไปจนถึง Generative AI ที่ช่วยเขียน คิด และออกแบบงานได้ในเวลาไม่กี่วินาที การเปลี่ยนแปลงนี้สร้างทั้ง “ความหวัง” และ “ความกังวล” ควบคู่กันไป ซึ่งสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนในรายงาน ผลสำรวจความหวังและความกังวลของกำลังแรงงานไทย ประจำปี 2568 ของ PwC โดยรายงานฉบับนี้เก็บข้อมูลจากแรงงานไทยกว่า 1,000 คน ครอบคลุมทุกช่วงวัยและระดับตำแหน่งงาน ภาพรวมที่ปรากฏคือ แรงงานไทยมีทัศนคติเชิงบวกต่อ AI มากกว่าที่หลายฝ่ายคาดคิด แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีความไม่แน่นอนและแรงกดดันซ่อนอยู่ใต้กระแสการเปลี่ยนผ่านสู่โลกการทำงานยุคใหม่

DSC_7915_resize

            หนึ่งในประเด็นสำคัญของรายงานคือ การเติบโตอย่างรวดเร็วของการใช้งาน Generative AI ในที่ทำงาน แรงงานไทยที่ใช้ GenAI เป็นประจำทุกวันเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่กลุ่มที่ใช้งานเพียงเป็นครั้งคราวลดลง สะท้อนให้เห็นว่า AI กำลังเปลี่ยนสถานะจากเทคโนโลยีทดลอง มาเป็นเครื่องมือทำงานหลักในหลายองค์กร

            แรงงานจำนวนมากยอมรับว่า AI ช่วยยกระดับคุณภาพของงาน เพิ่มประสิทธิภาพ ลดเวลาในการทำงานซ้ำซ้อน และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้งาน AI เป็นประจำทุกวัน ซึ่งเกือบทั้งหมดระบุว่าเห็นผลลัพธ์เชิงบวกอย่างชัดเจน นี่คือสัญญาณว่าคนทำงานไทยไม่ได้เพียง “ตามทัน” เทคโนโลยี แต่กำลังเรียนรู้ที่จะใช้มันเป็นแต้มต่อในการแข่งขัน

            อย่างไรก็ตาม การใช้งาน AI ในรูปแบบที่ก้าวหน้ากว่านั้น เช่น AI agents ซึ่งสามารถตัดสินใจและทำงานได้อย่างอิสระ ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น องค์กรจำนวนมากยังคงทดลองและประเมินความเสี่ยง ทำให้การนำมาใช้อย่างเต็มรูปแบบยังไม่แพร่หลาย

            แม้แรงงานไทยส่วนใหญ่จะรู้สึกตื่นเต้นและกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ AI มากกว่ารู้สึกกังวลหรือสับสน แต่รายงานก็ชี้ให้เห็นความแตกต่างที่สำคัญระหว่างกลุ่มแรงงาน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาตามระดับตำแหน่งงาน

DSC_7959_resize

            แรงงานระดับเริ่มต้นจำนวนไม่น้อยยังรู้สึกกังวลว่า AI อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในอาชีพ ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงจำนวนมากเชื่อว่า AI จะลดจำนวนงานในระดับเริ่มต้นในอนาคต ช่องว่างทางมุมมองนี้สะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานไทย กล่าวคือ แม้เทคโนโลยีจะสร้างโอกาสใหม่ แต่หากไม่มีการเตรียมความพร้อมอย่างทั่วถึง ก็อาจขยายความเหลื่อมล้ำในที่ทำงานให้รุนแรงขึ้น

            ในอีกด้านหนึ่ง แรงงานไทยจำนวนมากยังต้องเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านทักษะ ความคาดหวังในการทำงาน และภาระทางการเงิน แม้กว่าครึ่งจะได้รับการขึ้นเงินเดือนในปีที่ผ่านมา แต่ยังมีแรงงานจำนวนมากที่รายได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ และรู้สึกตึงเครียดทางการเงินอย่างต่อเนื่อง

            จุดแข็งที่น่าสนใจของประเทศไทยคือ ระดับความเชื่อมั่นของพนักงานต่อผู้บริหารและผู้จัดการ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ แรงงานไทยจำนวนมากรู้สึกว่าสามารถสื่อสารกับหัวหน้างานได้อย่างเปิดเผย และเชื่อว่าผู้นำใส่ใจต่อความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน

            อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะคงอยู่ได้โดยอัตโนมัติ เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ผู้นำองค์กรจำเป็นต้องแสดงความโปร่งใสในการนำเทคโนโลยีมาใช้ ตั้งแต่การออกแบบระบบ การกำกับดูแล ไปจนถึงความปลอดภัยของข้อมูล หากองค์กรละเลยมิติด้านจริยธรรมและความรับผิดชอบ ความไว้วางใจที่สะสมมาอาจสั่นคลอนได้ง่าย

DSC_7977_resize

ทักษะ อนาคต และคำถามที่ต้องตอบร่วมกัน

            รายงานของ PwC สะท้อนว่าแรงงานไทยจำนวนมากรู้สึกว่าสามารถควบคุมผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่องานของตนได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมีคนอีกกลุ่มที่รู้สึกว่าตนเองแทบไม่มีอำนาจต่อรอง การลงทุนในการยกระดับทักษะ การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการสร้างระบบสนับสนุนที่เข้าถึงได้ จึงไม่ใช่เพียง “สวัสดิการเสริม” แต่เป็นหัวใจของความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

            ท้ายที่สุด การมาถึงของ AI ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยี หากแต่เป็นเรื่องของ “คน” และ “การออกแบบอนาคตการทำงาน” คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า AI จะมาแทนที่มนุษย์หรือไม่ แต่คือ เราจะทำอย่างไรให้แรงงานไทยทุกกลุ่มสามารถเติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยีได้อย่างมั่นคง เป็นธรรม และยั่งยืน

ในโลกที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าจะรอใคร การสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรม ความเป็นอยู่ที่ดี และความไว้วางใจ อาจเป็นคำตอบสำคัญที่สุดของตลาดแรงงานไทยในทศวรรษข้างหน้า สามารถอ่านรายงานได้ที่ https://www.pwc.com/th/en/research-and-insights/hopes-and-fears-2025-th.html

            นอกจากนี้ ยังมีวิทยากรชั้นนำมาร่วมอัปเดตความรู้ให้แก่เหล่าผู้นำยุคดิจิทัล โดยมี คุณอรอุมา มั่นศิลป์  ผู้บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท เนชั่นแนล ดิจิทัล ไอดี จำกัด บรรยาย “NDID: Digital Identity for All” ต่อด้วยหัวข้อ “Next Generation Digital ID” โดย คุณปกรณ์ ลี้สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟีนีม่า จำกัด และปิดท้ายอย่างเข้มข้นในหัวข้อ “Quantum Computing: The New Frontier” โดย ดร.จิรวัฒน์ ตั้งปณิธานนท์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ควอนตัม เทคโนโลยี ฟาวเดชั่น (ประเทศไทย) จำกัด

depa มุ่งยกระดับศักยภาพผู้นำไทย เพื่อขับเคลื่อนองค์กร สังคม และประเทศชาติด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างรอบด้าน

ปิดความเห็น บน Digital CEO รุ่นที่ 9 เรียนรู้ผ่านองค์กรชั้นนำระดับโลก PwC Thailand อัปเดตมุมมองและเทคโนโลยีดิจิทัล

ชลิต อินดัสทรี ผนึก ประมงจังหวัดสมุทรสาคร  จัดกิจกรรม “ชลิต อินดัสทรี รักษ์เล ปี 4” ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนสู่ธรรมชาติ

ชลิต อินดัสทรี ผนึก ประมงจังหวัดสมุทรสาคร จัดกิจกรรม “ชลิต อินดัสทรี รักษ์เล ปี 4” ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนสู่ธรรมชาติ

Posted on 15 มีนาคม 2026 by writer

DSC_9691_resize

     บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนประกอบรถยนต์และอะไหล่ยาง ภายใต้แบรนด์ “POP” ร่วมกับ จังหวัดสมุทรสาคร โดยสำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสาคร จัดกิจกรรมเพื่อสังคม ภายใต้โครงการ “ชลิต อินดัสทรี รักษ์เล ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนสู่ธรรมชาติ” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อร่วมฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและเสริมสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศชายฝั่ง

     กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น ณ ศูนย์เรียนรู้และปฏิบัติการอนุรักษ์ชายฝั่งและสิ่งแวดล้อมฝั่งตะวันตกมหาชัย อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำในแหล่งธรรมชาติ สนับสนุนอาชีพประมงพื้นบ้าน เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลแก่ทุกภาคส่วน โดยได้รับเกียรติจาก นายเผดิม รอดอินทร์ ประมงจังหวัด เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย  นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด และ ดร.อัจฉรีย์ งามพร้อมสกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร ตลอดจนคณะผู้บริหารบริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด นำทีมพนักงานเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมในครั้งนี้ โดยภายในงานมีการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ประกอบด้วย กุ้งกุลาดำ จำนวน 200,000 ตัว และปูทะเล จำนวน 10,000 ตัว ซึ่งเพาะขยายพันธุ์โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งสมุทรสาคร

DSC_9770_resize

     นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ หน่วยงานท้องถิ่น ผู้นำชุมชน เกษตรกร  ประชาชนในพื้นที่ รวมถึงเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานในสังกัดสำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสาคร ร่วมแรงร่วมใจปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเล และสร้างสมดุลให้ระบบนิเวศชายฝั่งอย่างยั่งยืน

     นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ มุ่งมั่นดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง กิจกรรม “ชลิต อินดัสทรี รักษ์เล ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนสู่ธรรมชาติ”ในปีที่ 4 นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของบริษัทฯ ในการร่วมส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สร้างความสมดุลให้ระบบนิเวศชายฝั่ง อีกทั้งยังเป็นโอกาสที่ดีที่บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และชุมชนท้องถิ่นในการทำกิจกรรมเพื่อสังคม พร้อมทั้งรณรงค์ให้พนักงานและประชาชนในพื้นที่ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลและฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน   ขอขอบคุณจังหวัดสมุทรสาร สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสาคร รวมถึงทุกหน่วยงานและทุกองค์กรที่มีส่วนร่วมสนับสนุนและผลักดันให้เกิดกิจกรรมดีๆ เช่นนี้ขึ้น

DSC_9804_resize

     ด้าน นายเผดิม รอดอินทร์ ประมงจังหวัดสมุทรสาคร กล่าวว่า การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนสู่ธรรมชาติเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการฟื้นฟูระบบนิเวศและรักษาสมดุลของแหล่งน้ำธรรมชาติ ไม่เพียงช่วยเพิ่มจำนวนประชากรสัตว์น้ำ แต่ยังส่งเสริมความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ทำให้สิ่งมีชีวิตในห่วงโซ่อาหารสามารถดำรงอยู่ได้อย่างสมดุล เพื่อให้ทรัพยากรธรรมชาติยังคงอยู่คู่กับคนรุ่นหลังอย่างยั่งยืน และกิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่องของจังหวัดสมุทรสาคร ภายใต้มาตรการที่ 7 การฟื้นฟูระบบนิเวศ ซึ่งมุ่งเน้นการสำรวจแหล่งน้ำต่าง ๆ และดำเนินกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนสู่ธรรมชาติ เพื่อสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศทางน้ำ ลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำที่ส่งผลต่อสัตว์น้ำพื้นถิ่น และช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาชีพประมงของประชาชนในพื้นที่

DSC_9981

     ทั้งนี้ จังหวัดสมุทรสาคร โดยสำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสาคร และบริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ยังคงมุ่งมั่นบูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชนและประชาชน เพื่อขับเคลื่อนการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรประมงให้เกิดความยั่งยืนต่อไป.

ปิดความเห็น บน ชลิต อินดัสทรี ผนึก ประมงจังหวัดสมุทรสาคร จัดกิจกรรม “ชลิต อินดัสทรี รักษ์เล ปี 4” ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนสู่ธรรมชาติ

รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ชวนคนไทยร่วมบุญติดโซล่าเซลล์ลดค่าไฟ สร้างอนาคตเด็กพิเศษอย่างยั่งยืน…

รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ชวนคนไทยร่วมบุญติดโซล่าเซลล์ลดค่าไฟ สร้างอนาคตเด็กพิเศษอย่างยั่งยืน…

Posted on 13 มีนาคม 2026 by writer

E-Card_3_resize

         โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ภายใต้มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ จัดโครงการ  “ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซล่าเซลล์)” เพื่อบริหารจัดการพลังงาน
ลดภาระค่าไฟฟ้า และนำงบฯมาพัฒนาการเรียนการสอนให้กับน้องๆ ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติกอย่างต่อเนื่อง โครงการฯนี้มุ่งลดการใช้พลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมดูแลระบบไฟฟ้าและความปลอดภัยภายในโรงเรียน ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ยั่งยืนในระยะยาวจึงขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมเป็นพลังสำคัญสนับสนุนโครงการด้วยการบริจาคผ่านธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี
591-6-00135-5 ชื่อบัญชี โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์หรือบริจาคผ่านระบบ e-Donation สอบถามรายละเอียด โทร. 092-739-0990 ใบเสร็จสามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้

         นางสาววรรณวนัช กันพรม ผู้จัดการโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ กล่าวว่า โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ เป็นหน่วยงานภายใต้การบริหารของ มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2550 เพื่อจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานและฝึกอาชีพให้แก่เด็กพิเศษ  เช่น เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติก อายุระหว่าง 7–30 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะวิชาชีพ ทักษะทางสังคม และสามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต

3692-1_resize

         ปัจจุบันโรงเรียนมีนักเรียนและบุคลากรรวมกว่า 200 คน ส่งผลให้มีความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าตลอดทั้งวัน ทั้งระบบไฟฟ้าแสงสว่าง เครื่องปรับอากาศ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ สื่อการสอน ระบบอินเทอร์เน็ต ตลอดจนระบบเสียงและอุปกรณ์สนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการจัดการเรียนการสอนและการบริหารงาน  ทั้งนี้การใช้ไฟฟ้าไม่ได้จำกัดเฉพาะในห้องเรียน แต่ครอบคลุมถึงอาคารและพื้นที่ใช้งานทั้งหมด โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางวันซึ่งเป็นช่วงที่มีการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในแต่ละเดือนเป็นภาระงบประมาณจำนวนมากและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ทางโรงเรียนฯ จึงให้ความสำคัญในการหาแนวทางลดต้นทุนด้านพลังงานอย่างจริงจัง

5054_0_resize

         ด้วยเหตุนี้ โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์จึงจัดโครงการ “ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซล่าเซลล์)” ขึ้นเพื่อใช้พลังงานทดแทนจากแสงอาทิตย์ในการผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ภายในโรงเรียน
ลดค่าใช้จ่ายระยะยาว ควบคุมการใช้พลังงานและระบบความปลอดภัยไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่สอดคล้องกับนโยบายด้านการอนุรักษ์พลังงานขององค์กร

         โครงการฯ ดังกล่าวนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน เพื่อให้งบประมาณที่ประหยัดได้สามารถนำกลับมาสร้างโอกาสพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กพิเศษในทุกมิติ ตามเจตนารมณ์ของมูลนิธิฯ ที่มุ่งส่งเสริมพัฒนาการและศักยภาพของเด็กฯอย่างต่อเนื่อง

S__25747484_resize

         ดังนั้น จึงขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมสนับสนุนโครงการการติดติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ บริจาคผ่านธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ หรือผ่านระบบ
e donation โดยสามารถนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ สอบถามรายลละเอียดเพิ่มเติมโทร 092 739 0990

ปิดความเห็น บน รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ชวนคนไทยร่วมบุญติดโซล่าเซลล์ลดค่าไฟ สร้างอนาคตเด็กพิเศษอย่างยั่งยืน…

DSC_8679

depa จัดพิธีมอบสัมฤทธิบัตรแก่ผู้สำเร็จหลักสูตรดิจิทัลจั๊มสตาร์ท (Digital Jumpstart) รุ่นที่ 3 พร้อมเวทีนำเสนอผลงานโครงการดิจิทัล

Posted on 24 กุมภาพันธ์ 2026 by writer

DSC_8287-1_resize

          depa จัดพิธีมอบสัมฤทธิบัตรแก่ 48 ผู้สำเร็จหลักสูตรดิจิทัลจั๊มสตาร์ท (Digital Jumpstart) รุ่นที่ 3 และกิจกรรมนำเสนอผลงานของผู้เข้ารับการอบรม ส่งมอบผู้บริหารรุ่นใหม่คุณภาพต่อยอดองค์ความรู้ที่ได้รับมาประยุกต์ใช้พัฒนาธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศต่อไป ณ โรงแรมควีนส์แลนด์ ถนนศรีอยุธยา กรุงเทพฯ  

          พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบสัมฤทธิบัตรแก่ ผู้สำเร็จหลักสูตรดิจิทัลจั๊มสตาร์ท (Digital Jumpstart) รุ่นที่3 จำนวน 48 ราย ที่จัดโดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ก่อนที่จะร่วมรับฟังการนำเสนอผลงานของผู้เข้ารับการอบรมร่วมกับคณะผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ หม่อมราชวงศ์ จัตุมงคล โสณกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ ประธาน Digital CEO คุณโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย คุณชัยนต์ ศรีมาศ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ดร.ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร อดีตวุฒิสมาชิกและรองประธานคณะกรรมาธิการ กมธ. การท่องเที่ยววุฒิสภา คุณภาสกร ชัยรัตน์รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม อดีตปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พลโท พงษ์ศักดิ์ หมื่นกล้าหาญ รองเสนาธิการทหารบก กองบัญชาการกองทัพบก รศ.นพ.พฤหัส ต่ออุดม รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์สุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฯลฯ

DSC_8139_resize

          พร้อมแลกเปลี่ยนทัศนะและมอบข้อเสนอแนะ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผลงาน ซึ่งจะสามารถต่อยอดไปสู่เครื่องมือเปลี่ยนผ่านประเทศด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล อีกทั้งเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสังคมดิจิทัลในอนาคต

          ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ depa กล่าวว่า หลักสูตร Digital Jumpstart มีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของผู้บริหารรุ่นใหม่ทั้งจากภาครัฐและเอกชนเพื่อให้มีความพร้อมในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับประสิทธิภาพขององค์กร โดยมุ่งให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน
ในกระบวนการผลิตและบริการของภาคอุตสาหกรรมหลัก รวมถึงสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวข้ามข้อจำกัดด้านการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อันจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยให้ทัดเทียมกับนานาประเทศและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่นคงในระยะยาวสืบไป

DSC_8108_resize

          ด้านพลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ด้านวิวัฒนาการเทคโนโลยีจากยุคระบบเมนเฟรมในปี 2520 สู่ยุคดิจิทัล ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินงานและการตัดสินใจในโลกยุคใหม่ อีกทั้งได้เน้นย้ำให้ผู้สำเร็จหลักสูตรนำองค์ความรู้และเครือข่ายความร่วมมือที่ได้รับไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่องค์กรและประเทศชาติ อีกทั้งยังกล่าวว่าเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นกลไกสำคัญในการตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจและสนับสนุนการเติบโตของ GDP ของประเทศไทยท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นในภูมิภาค อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลไทยที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

ในการนำเสนอผลงาน ผู้เข้าร่วมหลักสูตรได้นำองค์ความรู้และทักษะด้านดิจิทัลที่ได้รับจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ตลอดระยะเวลากว่า 4 เดือน มาต่อยอดเป็นแนวคิดโครงการเพื่อประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในหลากหลายมิติ โดยแบ่งการนำเสนอออกเป็น 4 กลุ่มตามแกนเทคโนโลยีหลัก ได้แก่ กลุ่มแรก Digital Big Data นำเสนอแนวทางแก้ปัญหาจราจรติดขัดบริเวณหน้าท่าเรือแหลมฉบัง ผ่านการใช้ Big Data และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการบริหารจัดการพื้นที่ สร้างแพลตฟอร์มกลางเชื่อมโยงข้อมูล และใช้ AI คำนวณและจัดสรรคิวการเข้าจอดรถให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น กลุ่มที่สอง Digital Automation นำเสนอแนวทางแก้ปัญหาขยะอินทรีย์ที่ล้นเมืองและต้นทุนการขนส่งขยะที่สูงเกินความจำเป็น ด้วยเครื่องย่อยสลายขยะอัตโนมัติที่ใช้ AI และเซนเซอร์ตรวจจับสภาพการย่อยสลาย เพื่อเปลี่ยนขยะให้เป็นปุ๋ยและสร้างมูลค่าทางสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังช่วยลดภาระการขนส่งไปยังบ่อฝังกลบและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อมาคือกลุ่ม Digital Access นำเสนอแนวทางยกระดับความปลอดภัยในการสื่อสารของกองทัพในภาวะวิกฤต ผ่านแอปพลิเคชัน SAP (Security and Personnel Application) ที่ผสานปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสรุปและวิเคราะห์สถานการณ์แบบเรียลไทม์บนเซิร์ฟเวอร์ของหน่วยงาน ช่วยป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลสำคัญ และสนับสนุนการตัดสินใจสั่งการของผู้บังคับบัญชาให้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น ขณะที่กลุ่มสุดท้าย Digital Connect นำเสนอแนวทางรับมือปัญหาการขาดแคลนพยาบาลและภาระงานเอกสารที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ด้วยการใช้ AI Smartwatch ตรวจวัดสัญญาณชีพแบบเรียลไทม์ ร่วมกับกล้อง AI เฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง และระบบประมวลผลอัตโนมัติที่บันทึกข้อมูลสุขภาพเข้าสู่ฐานข้อมูลดิจิทัลอย่างเป็นระบบ

DSC_8679

depa มุ่งมั่นเสริมแกร่งผู้นำดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้บริหารรุ่นใหม่ ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่สนใจเข้ารับการอบรมในหลักสูตรดิจิทัลจั๊มสตาร์ท (Digital Jumpstart) รุ่นที่4 สามารถติดตามกำหนดการเปิดรับสมัครได้ที่ www.depa.or.th

ปิดความเห็น บน depa จัดพิธีมอบสัมฤทธิบัตรแก่ผู้สำเร็จหลักสูตรดิจิทัลจั๊มสตาร์ท (Digital Jumpstart) รุ่นที่ 3 พร้อมเวทีนำเสนอผลงานโครงการดิจิทัล

เอนี่เพย์ ช่วยการศึกษาเด็กพิการ ของ ว.เทคโนโลยีพระมหาไถ่หนองคาย

เอนี่เพย์ ช่วยการศึกษาเด็กพิการ ของ ว.เทคโนโลยีพระมหาไถ่หนองคาย

Posted on 24 กุมภาพันธ์ 2026 by writer

ภาพ เอนี่เพย์ รับมอบฯ_resize

นายสันทวัฒน์ สินาเจริญ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอนี่เพย์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการฟินเทค (Fintech) ด้านระบบรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยและมีมาตรฐานความปลอดภัยสูง มอบเงินบริจาคช่วยการศึกษาแก่เด็กนักเรียนผู้พิการ โดยมี นายชิด สุขหนู ผู้อำนวยการ วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เป็นผู้รับมอบ เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาและมุ่งสู่การพัฒนาอาชีพอย่างยั่งยืนต่อไป ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ฯ จังหวัดหนองคาย เมื่อเร็วๆนี้

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมสนับสนุนช่วยเหลือน้องๆผู้พิการ ผ่านการบริจาคเงินหรือสิ่งของจำเป็น ได้ที่ธนาคารกรุงไทย สาขาหนองคาย บัญชีเลขที่ 295-6-00370-4 หรือผ่านระบบ e -Donation สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-4246-5645

ปิดความเห็น บน เอนี่เพย์ ช่วยการศึกษาเด็กพิการ ของ ว.เทคโนโลยีพระมหาไถ่หนองคาย

พฤษภาคม 2026
พฤ อา
« เม.ย.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

RELATED SITES